เมื่อวันศุกร์ที่แล้ว คอลัมน์นี้พูดถึงเหตุการณ์ในย่านตะวันออกกลางและได้อ้างถึงหนังสือหลายเล่ม
ซึ่งมีเรื่องราวของป่ากับอารยธรรม อาทิเช่น เรื่อง A Forest Journey: The Story of Wood and Civilization ข้อสรุปสั้น ๆ ของหนังสือเหล่านั้นคือ สังคมไหนทำลายป่า สังคมนั้นทำลายตัวเอง ย้อนไปหลายพันปี กระบวนการพัฒนาอาศัยการทำลายล้างป่าเพื่อนำไม้มาใช้ในการก่อสร้าง ทำเครื่องมือและทำเชื้อเพลิงและเพื่อนำที่ดินมาใช้ในการผลิตอาหารและการสร้างบ้านเมือง เนื่องจากบรรพบุรุษของมนุษย์เรายังไม่เข้าใจเรื่องบทบาทของป่าในด้านการรักษาความสมดุลของระบบนิเวศ หรือการทำลายล้างป่านำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศอย่างมีนัยสำคัญ ฉะนั้น การปลูกป่าขึ้นมาทดแทนจึงยังไม่มี ในยุคนั้น การพัฒนาและอารยธรรมเกิดขึ้นเป็นหย่อม ๆ เริ่มจากในย่านตะวันออกกลางซึ่งยังมีซากของความล่มสลายให้ศึกษา
มาถึงยุคนี้ กระบวนการพัฒนาใช้ไม้ในอัตราน้อยกว่าในสมัยนั้นเนื่องจากมีวัตถุดิบหลากหลายสำหรับใช้ในการก่อสร้าง ทำเครื่องมือและทำเชื้อเพลิง แต่ประชากรโลกได้เพิ่มขึ้นจากหลักสิบล้านคนเป็นหลักพันล้านคนและกระจัดกระจายออกไปทั่วทุกมุมโลก กระบวนการพัฒนาจึงยังนำไปสู่การทำลายล้างป่าเพื่อนำที่ดินมาใช้ผลิตอาหารและสร้างบ้านเมือง อย่างไรก็ดี ก่อนที่ป่าทั้งโลกจะหมดไป เราเริ่มเข้าใจว่าการทำลายล้างป่านำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศและป่าในเขตร้อนมีความสำคัญในด้านการดูดซับก๊าซอันตรายจำพวกคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดจากการเผาไหม้เป็นพิเศษ ด้วยเหตุนี้ จึงมีความพยายามที่จะสงวนป่าไว้พร้อมกับการปลูกป่าขึ้นมาทดแทน ภาพของป่าไม้ในเขตร้อนที่สะท้อนออกมาในรายงานล่าสุดขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติและของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยความเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจึงบ่งว่า อัตราการทำลายล้างป่าได้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญและการปลูกป่าทดแทนได้เพิ่มขึ้น
ในบรรดาบริเวณป่าเขตร้อนขนาดใหญ่ในส่วนต่าง ๆ ของโลก อินโดนีเซียเป็นแห่งเดียวที่การทำลายล้างป่าในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (2550-2555) ยังเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเมื่อ 5 ปีก่อนนั้น การวิเคราะห์ของผู้เชี่ยวชาญบางรายบ่งว่า ปัจจัยที่ทำให้การทำลายป่ายังไม่ลดลงได้แก่จุดยืนของรัฐบาลที่มีต่อการสงวนป่าและการทำงานของกระทรวงป่าไม้ซึ่งถูกมองว่าฉ้อฉลสูงมาก ความสูญเสียป่าในอินโดนีเซียตรงข้ามกับในอินเดียซึ่งมีพื้นที่ป่าเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเมื่อ 30 ปีที่ผ่านมา ทั้งนี้ด้วยปัจจัย 2 อย่างด้วยกัน นั่นคือ การตรากฎหมายห้ามทำลายป่าและการประสานงานกันอย่างแข็งขันระหว่างรัฐบาลกับองค์กรท้องถิ่นในการบังคับใช้กฎหมาย
ในลุ่มแม่น้ำคองโกของแอฟริกาซึ่งยังมีป่าเขตร้อนอยู่มากคาดกันว่าการทำลายล้างป่าจะยังดำเนินต่อไปในอัตราสูงเนื่องจากประชาชนจำนวนมากยากจนและจำนวนคนยังเพิ่มขึ้นในอัตราสูง แต่รายงานขององค์กรต่าง ๆ สรุปว่าอัตราการทำลายล้างป่าลดลงเกินความคาดหมาย ปัจจัยที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์นั้นมิใช่นโยบายของรัฐบาล หรือประชาชนต้องการทำลายล้างป่าน้อยลง หากเป็นการอพยพของประชาชนเข้าไปอยู่ในเมืองจนส่งผลให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในย่านที่มีป่าลดลง การอพยพนั้นมักเกิดจากความไม่ปลอดภัยในการดำรงชีวิตเนื่องจากย่านนั้นตกอยู่ในสภาพสงครามกลางเมืองยืดเยื้อมานาน
ในละตินอเมริกา บราซิลซึ่งมีป่าเขตร้อนมากที่สุดในโลกได้ลดการทำลายล้างป่าลงมาจากปีละประมาณ 2 หมื่นตารางกิโลเมตรระหว่างปี 2538-2548 เหลือปีละประมาณ 6 พันตารางกิโลเมตร ปัจจัยที่ทำให้การทำลายล้างป่าลดลงได้แก่การเปลี่ยนกฎหมายและการบังคับใช้อย่างเคร่งครัด การเพิ่มพื้นที่ป่าสงวน การห้ามตัดไม้ในพื้นที่เหล่านั้น การงดให้เงินสนับสนุนแก่การเกษตรในเขตที่มีการทำลายป่าสูง การปรับปรุงระบบถือครองที่ดิน การบังคับใช้กฎหมายทำได้ง่ายขึ้นเนื่องจากเทคโนโลยีใหม่ที่เอื้อให้ราคาค่าถ่ายภาพทางอากาศลดลงและทำได้อย่างรวดเร็ว นอกเหนือจากนั้น การให้สิทธิแก่ชุมชนในการบริหารจัดการป่าตามกระบวนประชาธิปไตยก็เป็นปัจจัยที่ทำให้การทำลายป่าลดลง เม็กซิโกและคอสตาริกาก็เคร่งครัดในการปกปักรักษาและการปลูกป่าทดแทน ในเม็กซิโก การสูญเสียป่าลดลงมากจนใกล้ศูนย์แล้ว คอสตาริกาประสบความสำเร็จสูงมากเนื่องจากตอนนี้พื้นที่ป่าปกคลุมประเทศเกินครึ่งเทียบกับราว 20% เมื่อ 30 ปีก่อน
ความสำเร็จในการเพิ่มพื้นที่ป่าของคอสตาริกามิได้มาจากนโยบายในด้านรักษาและปลูกป่าเพียงอย่างเดียว หากมาจากปรัชญาในการบริหารประเทศและในการดำเนินชีวิตของประชาชนด้วย คอสตาริกาเป็นประเทศขนาดเล็กที่ตั้งอยู่ในอเมริกากลางและมีประชากรต่ำกว่า 5 ล้านคน ชนชั้นผู้นำมักทำสิ่งที่ไม่ค่อยมีใครทำ หรือล้ำหน้าผู้อื่นเสมอ อาทิเช่น มองว่ากองทัพใช้ทรัพยากรจำนวนมากจนเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนา พวกเขาจึงยุบกองทัพเพื่อนำทรัพยากรไปใช้พัฒนาประเทศในระบอบประชาธิปไตยตั้งแต่ปี 2492 คอสตาริกาอยู่ในแนวหน้ามานานในด้านการปกปักรักษาสิ่งแวดล้อม ตอนนี้ ดัชนีชี้วัดสิ่งดี ๆ ของคอสตาริกามักอยู่ในแถวหน้าไม่ว่าจะเป็นในด้านระดับการพัฒนาของตัวมนุษย์ หรือในด้านการรักษาสภาพของแวดล้อม และทิ้งประเทศในอเมริกากลางบางประเทศแบบแทบไม่เห็นฝุ่นรวมทั้งนิการากัว ฮอนดูรัส เอลซัลวาดอร์และกัวเตมาลา ด้วยเหตุที่อ้างถึงนี้ ผู้ที่สนใจในกระบวนการพัฒนาประชาธิปไตย ในด้านการปกปักรักษาป่าและในปัจจัยที่ทำให้ชาวภูฏานมีความสุขควรจะศึกษาด้วยว่าชาวคอสตาริกาพัฒนาประเทศของเขาอย่างไรและเพราะอะไรพวกเขาจึงมีความสุขมากกว่าประเทศที่พัฒนาในระดับเดียวกัน









