เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา สภานิติบัญญัติแห่งชาติได้มีการลงมติเป็นเอกฉันท์ด้วยคะแนน 191 เสียง
ในการเลือกพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 29 ของประเทศไทย กอปรกับการดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกที่จะหมดวาระลงในสิ้นเดือนกันยายน จึงทำให้พลเอกประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรีที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จที่จะสามารถบริหารประเทศไปในทิศทางที่ต้องการได้ และให้สมกับคำมั่นสัญญาที่ว่าจะคืนความสุขให้กับประชาชน ต่างจากรัฐบาลประชาธิปไตยที่มาจากการเลือกตั้งที่ผ่านมาที่ต้องผจญกับปัญหาการต่อต้าน หรือการก่อความไม่สงบทางการเมืองที่ทำให้การบริหารประเทศไม่ได้เต็มที่ดังที่ควรจะเป็น
อย่างไรก็ตาม ก็มีหลายๆ ฝ่ายที่ได้แสดงความหวังดีที่มีคำฝากเตือนมายังรัฐบาลใหม่ที่เป็นรัฐบาลเฉพาะกาลว่า ต่อจากนี้ไปจะไม่เหมือน 3 เดือนที่ผ่านมาที่ประชาชนเอาใจช่วยและให้โอกาสการทำงานเพราะเห็นว่าอำนาจที่ได้มาจากการรัฐประหารช่วยทำให้เกิดความสงบสุขขึ้นในสังคมและประเทศไทย ภาพความขัดแย้งได้ถูกกฎหมาย (กฎอัยการศึก) ห้ามมิให้เคลื่อนไหวทางการเมือง แต่ทั้งนี้มิไม่ใช่ว่าปัญหาจะหมดไปแต่ยังมีไฟใต้น้ำนั้นอยู่และรอจังหวะการก่อตัวขึ้นมาอีกรอบเท่านั้น
รัฐบาลใหม่ต้องเผชิญกับความจริงในการแก้ไขปัญหาที่มีอยู่มากมาย และที่สำคัญที่สุดคือความคาดหวังของประชาชน ที่เป็นปัจจัยท้าทายอยู่มากทั้งปัจจัยในประเทศและต่างประเทศ รัฐบาลจะต้องตั้งหลักและจัดลำดับความสำคัญของปัญหา ถึงความเร่งด่วนและความจำเป็นที่จะต้องดำเนินการในระยะเวลา 1 ปีนี้ ที่สำคัญๆ ดังนี้
หนึ่ง การแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีรวมอีก 35 ท่าน ในตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีและรัฐมนตรีช่วย ที่จะเข้ามาช่วยบริหารประเทศ ที่เริ่มมีคำวิพากษ์วิจารณ์ต่อว่าที่โผคณะรัฐมนตรี บ้างก็ว่า เต็มไปด้วยนายทหารและพวกพ้องที่เป็นเครือข่ายของคณะที่ปรึกษา ที่ไม่ได้พิจารณาเอาบุคคลภายนอกที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาช่วยบริหารงานเท่าที่ควร ถ้าหากคณะรัฐมนตรีไม่ได้รับการยอมรับจากประชาชนแล้วการบริหารราชการแผ่นดินไปอีกหนึ่งปีข้างหน้าก็จะไม่ราบรื่นเท่าที่ควร และงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศใน 11 ด้านจะมีความสำเร็จก้าวหน้าได้มากน้อยเพียงใด
สอง งานหลักคือการปฏิรูปที่ต้องมีความจริงจังและมุ่งมั่นให้สำเร็จลุล่วงไป โดยเฉพาะ การปฏิรูปทางการเมืองในการจะกำจัดนักการเมืองที่แสวงหาผลประโยชน์เข้าตนเองและพวกพ้อง การปฏิรูประบบราชการ การปฏิรูปพลังงาน และการปฏิรูปสำนักงานตำรวจแห่งชาติและอื่นๆ จะเดินหน้าไปได้อย่างไร
สาม การแก้ไขปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน ที่ดูเหมือนว่ามีความตื่นตัวแรงในช่วงต้นๆ แต่กลับเงียบหายไป เช่น กรณีโครงการรับจำนำข้าวที่สร้างความเสียหายมหาศาล มีข่าวการตรวจสอบโกดังข้าวที่พบว่ามีทั้งข้าวหายไปจำนวนมาก และการเสื่อมลงของคุณภาพข้าว ฯลฯ ที่รัฐบาลจะต้องมีการดำเนินคดีอย่างจริงจัง รวมทั้งคดีก่อนหน้านี้ที่อยู่กับ ป.ป.ช. เช่น กรณีทุจริตการขายข้าวจีทูจี (ระหว่างรัฐบาลไทยและรัฐบาลจีน) กรณีการยื่นถอดถอนอดีตประธานรัฐสภาและประธานวุฒิสมาชิกในคดีประพฤติมิชอบ ขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ตลอดจนคดีจัดซื้อจัดจ้างที่มีเงื่อนงำการทุจริตคอร์รัปชัน ที่ไม่ปรากฏความก้าวหน้า ซึ่งรวมไปถึงคดีต่างๆ ไม่ว่าการล่วงละเมิดต่อสถาบันและกรณีการใช้กำลังสลายมวลชน หรือการใช้อาวุธสงครามเข่นฆ่าประชาชนผู้ชุมนุมโดยสันติ ปราศจากอาวุธในปี 2556-2557 ประเทศจะอยู่ได้อย่างไร หากปราศจากหลักนิติรัฐ นิติธรรม การปรองดองหรือการสมานฉันท์จะต้องเกิดพื้นฐานของความถูกต้องและความชอบธรรม
สี่ เรื่องเศรษฐกิจปากท้องของประชาชน ที่ต้องการมีงานทำและมีรายได้ที่มั่นคง และค่าครองชีพที่เหมาะสม ในปัจจุบันแม้ว่าเศรษฐกิจไทยจะเริ่มพลิกฟื้นความเชื่อมั่นของประชาชนและต่างประเทศได้มากขึ้น แต่ปัจจัยต่างประเทศยังน่าเป็นห่วงหลายประการ ที่ล่าสุดคำปราศรัยประจำปีของประธานคณะกรรมการธนาคารกลางของสหรัฐอเมริกา นางเจเน็ต เยลเลน ในสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ที่สะท้อนว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป แม้อัตราการจ้างงานโดยภาพรวมร้อยละ 6.2 จะดูดีและเป็นไปตามเป้าหมาย แต่ประชาชนจำนวนมากยังทำงานไม่เต็มเวลา แต่ทิศทางนโยบายทางเศรษฐกิจจะเลิกการผ่อนคลายลง ลดการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจและแนวโน้มของทิศทางดอกเบี้ยอ้างอิงนั้นจะเป็นทิศทางขาขึ้นที่คาดว่าจะปรับขึ้นขึ้นภายในครึ่งแรกของปีหน้า และอาจจะเป็นการปรับขึ้นเร็วกว่ากำหนดหรือคาดการณ์ของตลาด
ส่วนเศรษฐกิจของประชาคมยุโรปยังอ่อนแอที่ยังต้องมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่อไปอีกระยะหนึ่ง รวมไปถึงเศรษฐกิจของญี่ปุ่นที่ทรุดตัวลงอีกรอบอันเป็นผลมาจากการปรับเพิ่มภาษีผู้บริโภค (เทียบเท่าภาษีมูลค่าเพิ่ม) ดังนั้น การหวังจะพึ่งพาการขยายตัวของการส่งออกในปีหน้านี้จึงไม่น่าจะช่วยได้มากนัก แต่รัฐบาลควรเร่งขยายการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ เพื่อกระตุ้นให้มีการขยายตัวของการลงทุนภาคเอกชนเกิดตามมา จึงจะช่วยการสร้างงานและสร้างรายได้ให้ประชาชนมีความสุขอย่างแท้จริงได้









