วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

100 วันในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของโมดี

อีก 1 สัปดาห์ข้างหน้า (2 ก.ย. 2557) ก็จะครบ 100 วันของการที่นายกรัฐมนตรีนเรนทร โมดี ของอินเดีย

ขึ้นดำรงตำแหน่งผู้นำรัฐบาลอินเดีย

เท่าที่ติดตามดูผลงานของท่านก็จะเห็นว่า ยังเร็วเกินไปที่จะด่วนตัดสินว่าสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงเพื่อตอบสนองเสียงเรียกร้องของชาวภารตะที่เลือกรัฐบาลชุดนี้ขึ้นมาอย่างล้นหลามได้หรือไม่ แต่ที่แน่ๆ ในช่วงเกือบครบ 100 วันนี้ เราได้เห็นการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนในเรื่องสไตล์ของผู้นำมากกว่าสาระ (Style rather than Substance)

ในช่วงหาเสียง นายโมดีประกาศสโลแกน MG 2 (Maximum Governance - Minimum Government) เน้นธรรมาภิบาลและลดขนาดของภาครัฐในการบริหารประเทศ เริ่มต้นด้วยการแต่งตั้ง รมต. ใน ครม. ชุดโมดี 1 เพียง 45 คน (รัฐบาลชุดก่อนมี รมต. 68 คน) บรรดา รมต. ก็เลยต้องทำงานหนักควบคุมดูแลงานกันคนละหลายกระทรวง ในสัปดาห์แรกของรัฐบาลชุดใหม่ก็มี รมต. กระทรวงข่าวสารและการกระจายเสียง (Minister of Information & Broadcast) ตอบสนองนโยบายของนายโมดีด้วยการมาทำงานแต่เช้าเวลา 09.15 น. แต่ปรากฏว่ายังไม่มีข้าราชการชั้นผู้ใหญ่รายใดมาทำงานกันตรงเวลาเลย วันนั้นตัวรัฐมนตรีจึงสั่งให้ข้าราชการทั้งหมดกว่า 200 คนที่มาสายทำใบลากิจและคาดโทษหากยังมาทำงานสายอีก นอกจากนี้ก็มีข่าวว่าสำนักนายกรัฐมนตรีสั่งให้เช็คชื่อข้าราชการที่หนีไปเล่นกอล์ฟในเวลาราชการอีก ในการเดินทางไปเยือนต่างประเทศ นายโมดีเองก็สั่งลดจำนวนข้าราชการผู้ติดตามลงครึ่งหนึ่ง และไม่อนุญาตให้ผู้สื่อข่าวที่จะติดตามไปทำข่าวการเยือนเดินทางไปบนเครื่องบินลำเดียวกัน ซึ่งไม่เหมือนกับคณะทัวร์นกขมิ้นแบบบางประเทศ ภาพของนายโมดีที่เอาจริงจึงเป็นที่ชื่นชมและสร้างสีสันแตกต่างจากผู้นำคนก่อน ๆ

ในด้านการต่างประเทศ นายโมดีก็แสดงภาพผู้นำชนิดที่ ก. ต่างประเทศอินเดียเองก็คาดไม่ถึง เริ่มด้วยการเชิญผู้นำประเทศเพื่อนบ้านของอินเดียทั้งหมด 7 ประเทศมาเข้าร่วมพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 26 พ.ค. 2557 ซึ่งนับเป็นการเปิดศักราชใหม่ที่อินเดียจะหันมาให้ความสำคัญกับประเทศเพื่อนบ้านในกลุ่ม SAARC (South Asian Association for Regional Cooperation) มากขึ้น ที่ผ่านมาความร่วมมือในกลุ่ม SAARC ไม่ค่อยคืบหน้าเพราะทุกประเทศต่างมีปัญหากับอินเดียหมด หลังจากนั้นนายโมดีก็เดินทางไปเยือนภูฏานเป็นประเทศแรก (15 มิ.ย.) และเนปาล (25 ก.ค.) และยังระมัดระวังไม่พูดถึงปัญหาการก่อการร้ายหรือการปะทะกันตามบริเวณพรมแดนซึ่งปากีสถานมักจะถูกกล่าวหาว่าเป็นต้นเหตุเสมอ นายโมดียังเคยเอ่ยปากว่า อินเดียซึ่งมีความสามารถในเรื่องเทคโนโลยีดาวเทียม ควรจะเอื้อเฟื้อสร้างดาวเทียมตรวจสภาพอากาศเพื่อให้ประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคได้ใช้กัน นับเป็นการแสดงความใจกว้างของนายโมดีที่จะเอาชนะความหวาดระแวงจากประเทศเพื่อนบ้านที่เล็กกว่า นายโมดียังพยายามรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับจีนแต่ก็ไม่เสียน้ำใจกับญี่ปุ่น ข้อริเริ่มนโยบายต่างประเทศอินเดียในยุคนี้จึงอาจเรียกได้ว่ามาจากตัวนายโมดีเองมากกว่าเป็นข้อเสนอจากข้าราชการประจำ

ในด้านเศรษฐกิจ นายโมดีได้รณรงค์หาเสียงบนพื้นฐานที่ว่า การพัฒนาเศรษฐกิจอินเดียต้องมาก่อนการเมือง นายโมดีเน้นการให้ภาคเอกชนเข้ามาเป็นหุ้นส่วนในโครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ ซึ่งคำนวณคร่าวๆ แล้วอินเดียมีความต้องการเงินลงทุนไม่ต่ำกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับปัจจุบัน (ค.ศ. 2012-2017) และในการแถลงงบประมาณของกระทรวงรถไฟเมื่อเดือน ก.ค. 2557 รัฐบาลก็ประกาศจะลงทุนโครงการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง (Bullet Train) ระหว่างเมืองมุมไบ-อาเมดาบาดมูลค่า 1 พันล้านรูปี (ประมาณ 570 ล้านบาท) โดยนายโมดีเชื่อว่ารูปแบบการพัฒนาอย่างจีนด้วยการเร่งสร้างโครงข่ายการคมนาคมภายในประเทศจะนำไปสู่การพัฒนาและดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศได้

แต่ท่าทีในเรื่องนี้ของนายโมดีก็ดูขัดแย้งกับนโยบายเปิดเสรีการลงทุน โดยเฉพาะในภาคค้าปลีกซึ่งถูกกำหนดมาจากพรรค BJP เองว่าจะยังไม่เปิดเสรีให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนได้เต็มที่ 100 % และที่เห็นชัดต่อมาก็คือการที่รัฐบาลกำลังสั่งให้กระทรวงเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องพิจารณาทบทวนความตกลงเขตการค้าเสรี (FTA) ที่อินเดียมีอยู่กับ 20 ประเทศในขณะนี้ว่าเป็นประโยชน์ต่ออินเดียหรือไม่ ผู้ที่คัดค้านการทำ FTA มากคือกระทรวงการคลังอินเดีย รวมทั้งบางกลุ่มภายในกระทรวงพาณิชย์และอุตสาหกรรมของอินเดียเอง ดังนั้น ในกรอบการเจรจา RCEP ของอาเซียนก็คงไม่ต้องแปลกใจหากจะเห็นอินเดียมีท่าทีที่แข็งกร้าวขึ้น

ในการเจรจา WTO เมื่อเดือน ก.ค. ที่ผ่านมา เราก็ได้เห็นแล้วว่ารัฐบาลนายโมดีพร้อมที่จะถูกโดดเดี่ยวโดยไม่สนับสนุนข้อตกลงการอำนวยความสะดวกด้านการค้า (Trade Facilitation) หากขัดกับผลประโยชน์ภายในของอินเดีย โดยนายโมดีกล่าวว่า ประเทศพัฒนาแล้วก็ต้องเข้าใจถึงความจำเป็นที่รัฐบาลจะต้องให้การอุดหนุนภาคเกษตรเพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) แก่ประชาชนอินเดียที่ยังยากจนอยู่

แต่สไตล์ที่ฮือฮากว่าคือ การที่นายโมดีกล่าวสุนทรพจน์แบบสดๆ โดยไม่อ่านโผเป็นเวลา 65 นาทีในวันเฉลิมฉลองการสถาปนาอินเดียเป็นสาธารณรัฐเมื่อ 15 ส.ค. ที่ผ่านมา โดยมีตอนหนึ่งที่กล่าวว่าจะยุบเลิกคณะกรรมาธิการวางแผน (Planning Commission) ซึ่งเปรียบเสมือนสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ในบ้านเรา สิ่งนี้ไม่มีใครคาดคิดมาก่อน ทุกคนสงสัยว่านายโมดีกำลังคิดอะไรอยู่ เพราะคณะกรรมาธิการวางแผนก่อตั้งมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1950 หรือกว่า 64 ปีแล้ว และที่ผ่านมาก็เป็นผู้กำหนดทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศผ่านการจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจ 5 ปีมากว่า 11 ฉบับแล้ว นายโมดีอ้างว่า ภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปแล้ว รัฐไม่จำเป็นต้องไปกำหนดแผนพัฒนาเศรษฐกิจตามแบบสังคมนิยมอีกต่อไป แต่นายโมดีก็ไม่ได้บอกว่า จะมีการตั้งองค์กรใหม่ขึ้นมาทดแทนหรือไม่ และจะเป็นรูปแบบใด เรียกว่าเป็นการประกาศความคิดของตนเองแต่ยังไม่มีแผนรองรับชัดเจน

สรุปแล้ว นายโมดีก็ยังคงเป็นผู้ที่สามารถสร้างความประหลาดใจได้เรื่อยๆ (A man with many surprises) แต่ก็คงต้องคอยรอดูว่าหลังจากพ้นช่วง 100 วันแล้ว จะมีสาระต่าง ๆ ตามมาสอดรับกับสไตล์ของนายโมดีหรือไม่ หรือเป็นเพียงเหล้าเก่าในขวดใหม่