"เราไม่ปิดกั้นฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด หรือต้องการกำจัดฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดทั้งสิ้น" เป็นประโยคหนึ่งของ
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช.ที่ลั่นวาจาหลังรับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ เป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่
เป็นคำกล่าวที่น่าจะตอบคำถามได้เป็นอย่างดีเกี่ยวกับท่าทีของ คสช.ที่ผ่านมาว่ากำลังใช้แนวนโยบายแบบไหนในการ "คืนความสุขให้คนในชาติ" กันแน่
ชัดเจนว่าไม่ใช่ยุทธวิธี "เดินหน้าฆ่ามัน" เหมือนที่เคยมีการตั้งคณะกรรมการพิเศษขึ้นมาเล่นงานฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง ด้วยข้อหาพะเรอเกวียนช่วงหลังการยึดอำนาจเมื่อ 19 ก.ย.49
เพราะปฏิบัติการ "เดินหน้าฆ่ามัน" มิอาจใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะเมื่อฝ่ายที่ถูกไล่ล่าเป็นผู้ที่มาจากการเลือกตั้งโดยประชาชน แต่ฝ่ายที่ไล่ล่ามาจากอำนาจปืน
เหตุผลดังกล่าวได้รับการพิสูจน์ชัดในห้วงหลายปีที่ผ่านมา คดีความจากข้อกล่าวหาทุจริตที่มีคำพิพากษากลับถูกนานาชาติมองว่าเป็น "คดีการเมือง" กระทั่งการขอส่งผู้ร้ายข้ามแดนมิอาจทำได้ การปิดล้อมพื้นที่เคลื่อนไหวทำได้ยากยิ่งกว่า แม้แต่ประเทศอาเซียนด้วยกันเองที่วันนี้แสดงท่าทีเฉยๆ กับการรัฐประหาร
ขณะที่อีกฟากฝ่ายทางการเมืองอย่างพรรคประชาธิปัตย์ ก็ไม่ได้รับชัยชนะในสนามเลือกตั้ง...
วันนี้หลายคนที่คิดว่าจะเห็นการล้างบางระบอบบางระบอบ หรือล้างตระกูลบางตระกูล คงไม่ได้เห็นแน่นอนแล้ว แม้ว่า พล.อ.ประยุทธ์ ได้พูดเอาไว้ในรายการคืนความสุขให้คนในชาติ เมื่อ 22 ส.ค.ที่ผ่านมาให้ตีความได้ว่าจะไม่มีการนิรโทษกรรมคนผิดตามที่มีข่าวจากแกนนำ คสช.ก่อนหน้านั้นก็ตาม
สัญญาณที่ถูกส่งออกมา คือ ทุกเรื่องดำเนินการไปตามกฎหมาย ผิดว่าไปตามผิด หนำซ้ำยังมีเสียงจากข้าราชการระดับสูงที่ทำงานเป็นมือไม้ให้ คสช. กระซิบเบาๆ ว่า ในมุมมองของ คสช.แล้ว การทำงานขององค์กรอิสระบางองค์กรเป็นต้นตอของความขัดแย้ง โดยเฉพาะองค์กรที่ยังคง "เมามัน" กับการใช้อำนาจเล่นงานขั้วการเมืองฝ่ายเดียวอยู่ ซึ่ง คสช.กำลังจับตา และไม่ได้เต้นไปตามท่วงทำนองที่ปลุกเร้า...
เส้นทางการเมืองก่อนถึงวันที่ 22 พ.ค.57 และจากวันที่ 22 พ.ค.57 ถึงปัจจุบัน ไม่มีเรื่องไหนเป็นเรื่องบังเอิญ
ก่อนวันที่ 22 พ.ค.นานหลายเดือน มีข้อมูลจากแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ระบุว่า ข้าราชการระดับสูงที่มีอำนาจมากที่สุดในประเทศขณะนั้น ตัดสินใจแล้วว่า "ต้องทำอะไรบางอย่าง" เพื่อคลี่คลายวิกฤติทางการเมือง โดยมีคนส่งสัญญาณการตัดสินใจไปยังคนที่อยู่ต่างประเทศ ปรากฏว่าไม่ได้ยินเสียงคัดค้าน และพร้อมเปิดโอกาสให้ทำงาน พาประเทศออกจากวิกฤติที่เชื่อกันว่าเหลือเพียงช่องทางเดียว
เมื่อสถานการณ์สุกงอม ก็เกิดเหตุการณ์เมื่อวันที่ 20 พ.ค. ตามด้วย 22 พ.ค. โดยมีแรงต้านในระดับ "น้อยมาก" จากขั้วการเมืองที่ดูเหมือนอยู่ฝ่ายตรงข้าม
ทุกอย่างที่ดำเนินมาตามท้องเรื่องจึงไม่ใช่ "เรื่องบังเอิญ"
แต่สถานการณ์นับจาก 25 ส.ค.ที่มีนายกรัฐมนตรีคนใหม่กำลังเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม เพราะวันนี้ฝ่ายที่ร่วมกันผลักดันสนับสนุนให้เกิดจังหวะก้าวทางการเมืองดังที่ปรากฏมา กำลังแสดงความไม่พอใจในระดับเกรี้ยวกราด จากประเด็นปฏิรูปพลังงาน และประเด็นการไม่ล้างบางขั้วการเมืองตรงข้าม
โดยเฉพาะประเด็นปฏิรูปพลังงาน มีบางฝ่ายประเมินว่าอาจบานปลายกลายเป็น "น้ำผึ้งหยดเดียว"
ด้านฝ่ายขั้วการเมืองตรงกันข้ามอย่างพรรคเพื่อไทย และ นปช.กลับสงบนิ่ง แต่ก็สงบนิ่งในลักษณะของการเตรียมพร้อมและสงวนท่าที ไม่ยอมร่วมหอลงโรงกับกลไกที่ตั้งขึ้นโดย คสช.
นั่นหมายถึงว่าฝ่ายนี้พร้อมขับเคลื่อนทันทีหากรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ เพลี่ยงพล้ำ หาก คสช.พลั้งพลาด หรือใช้โอกาสที่ประชาชนให้หมดแล้ว
ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ยังคงอยู่ในสถานะเดิม อ่อนแอเหมือนเดิม และไม่มีแสงสว่างของการปฏิรูปภายใน...
เมื่อมิตรหนึ่งกลายเป็นศัตรู อีกมิตรหนึ่งก็อ่อนแอเกินกว่าจะต่อสู้ หนทางนับจากนี้ไปของรัฐบาลและ คสช.จึงเงียบสงัด เสี่ยงอันตรายอย่างยิ่ง และมิอาจก้าวพลาดได้แม้เพียงก้าวเดียว!









