คืบหน้าไปอีกขั้น สำหรับโครงการอีโค คาร์ เฟส 2 ที่ล่าสุด ร.อ.ยงยุทธ มัยลาภ คณะทำงานโฆษก
คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ออกมาบอกว่าการประชุม คสช. เพื่อขับเคลื่อนการบริหารแผ่นดินที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. เป็นประธานเมื่อวันที่ 19 ส.ค. ที่ผ่านมาได้อนุมัติตามที่กระทรวงการคลังนำเสนอให้มีการแก้ไข ร่างประกาศกระทรวงการคลังเรื่องลดอัตราภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่..) รวม 2 ฉบับเพื่อส่งเสริมการผลิตรถยนต์ประหยัดพลังงานมาตรฐานสากล (อีโคคาร์) ระยะที่ 2 เพื่อให้มีฐานการผลิตในไทยสอดคล้องกับการส่งเสริมการผลิตรถอีโอคาร์ในระยะที่ 2 รวมทั้งเป็นการส่งเสริมภาคเกษตรของไทยเพิ่มขึ้นเนื่องมามีการกำหนดให้รถชนิดที่ผลิตในโครงการนี้ ใช้พลังงานที่มีส่วนผสมเอทานอล 85% หรืออี 85 ได้ด้วย รวมทั้งให้มีการส่งเสริมให้ใช้น้ำมันไบโอดีเซล บี 10
ประกาศครั้งนี้มีการเพิ่มเติมเล็กน้อยจากประกาศฉบับก่อนหน้าก็คือ มี บี 10 เชื้อเพลิงที่มีส่วนผสมของน้ำมันดีเซล 90% และ ไบโอดีเซล 10% เข้ามาด้วย จากก่อนหน้านี้มีเฉพาะ อี 85 เท่านั้น
แนวคิดการส่งเสริมอี 85 และ ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงทางเลือกสำหรับเครื่องยนต์เบนซิน และ บี 10 หรือ มีเป้าหมายก็คือ ลดการนำเข้าเชื้อเพลิงจากฟอสซิล และหันมาใช้เชื้อเพลิงที่ผลิตเองได้มากขึ้น
การส่งเสริมอี 85 และ บี 10 ในส่วนของ โครงการอีโค คาร์ เฟส 2 มีแรงจูงใจคือ ภาษีสรรพสามิตที่ต่ำลง อยู่ที่ 12% เท่านั้น
ในเชิงเทคโนโลยี ค่ายรถก็คงจะทำได้ไม่ยาก เพราะในยุคปัจจุบันมีรถที่ใช้อี 85 จำหน่ายอยู่ในตลาดหลายรุ่น แต่อีโค คาร์ มีกฎเกณฑ์ที่เพิ่มเติมคือ การกำหนดอัตราสิ้นเปลือง 4.3 ลิตร/100 กม. หรือประมาณ 23.2 กม./ลิตร เข้มกว่า เฟส 1 ที่กำหนด 5 ลิตร/100 กม. หรือ 20 กม./ลิตร
แต่เป็นที่รู้กันว่าด้วยคุณสมบัติของเอทานอล และไบโอดีเซลนั้น มีอัตราสิ้นเปลืองเชิงปริมาณมากกว่าน้ำมันอยู่พอควร การทำให้ได้ตัวเลขดังกล่าวจึงไม่ใช่เรื่องง่าย
แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้
คนในวงการบอกว่า ก็คงจะต้องทำ เพราะในเชิงธุรกิจ เชื่อว่าคู่แข่งซึ่งมีอยู่หลายรายคงจะซุุ่มพัฒนา ดังนั้นหากตนเองทำไม่ได้ เมื่อผลิตออกมาจำหน่าย ก็จะทำให้ราคาสูงกว่าคู่แข่ง ซึ่งแน่นอนรถในตลาดที่ต้องการให้คนเป็นเจ้าของได้ง่ายนั้น เรื่องของราคามีส่วนสำคัญในการตัดสินใจ
ดังนั้นจึงเชื่อได้ว่า เราจะได้เห็นเชื้อเพลิงอี 85 และ บี10 ในตลาดอีโค คาร์ สมดังเจตนารมณ์ของภาครัฐแน่
แต่นั่นยังไม่ถึงที่สุดของเป้าหมาย เพราะความตั้งใจจริงคือการเพิ่มการใช้เชื้อเพลิงที่ผลิตได้เอง แต่ที่่ผ่านมาเห็นได้ว่าผู้ซื้อรถอี 85 แต่เติมอี 85 ไม่มากนัก ซึ่งมาจากหลายเหตุผล เช่น สถานีบริการไม่เพียงพอ และความไม่มั่้นใจของผู้ใช้ ทั้งการกลัวเครื่องยนต์เสียหาย (ทั้งที่ผู้ผลิตยืนยันว่าใช้ได้) หรือ กลัวว่าให้ประสิทธิภาพสู้เบนซิน หรือ อี 10 อี 20 ไม่ได้
จึงเท่ากับว่ารถอี 85 ในปัจจุบันจำนวนมาก ที่รัฐลดภาษีให้ที่ 22% ต่ำกว่า อี20 ที่จัดเก็บ 25% และอี10 กับเบนซิน ที่จัดเก็บตั้งแต่ 25% ขึ้นไป ผู้ซื้อจ่ายภาษีให้รัฐน้อยลง แต่เวลาใช้งานจริงไม่ได้ช่งบใช้อี 85 ตามเจตนารมณ์ของการส่งเสริมแต่อย่างใด
และหลังจากนี้ไป รถอี85 น่าจะแพร่หลายมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งรถทั่วไป และอีโค คาร์ ที่จะตามออกมาในอนาคต ซึ่งหากทุกคันใช้เชื้อเพลิงตรงตามประเภท ก็เชื่อว่าจะช่วยลดการนำเข้าน้ำมันได้มาก จึงอยู่ที่ว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะมีวิธีการกับเรื่องนี้อย่างไร แต่อย่าถามผม เพราะนึกไม่ออกเหมือนกัน









