พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. จะเน้นคำว่า โปร่งใส, ธรรมาภิบาล ทุกครั้งที่พูดถึงการใช้จ่ายงบประมาณ
และการทำหน้าที่ของ คสช. ซึ่งเป็นหัวใจของการสร้างศรัทธาต่อการทำงานของทุกกลไกที่จะเดินหน้าฟื้นฟูประเทศชาติ
ไม่ว่าจะเป็นสภานิติบัญญัติแห่งชาติ, สภาปฏิรูปแห่งชาติ, หรือคณะรัฐมนตรีที่กำลังจะเกิดขึ้นในเร็ววันนี้
แต่กรณีที่มีข่าวว่าคณะกรรมาธิการงบประมาณ 2558 ที่เพิ่งตั้งขึ้นเพื่อพิจารณางบประมาณหลังจาก สนช. อนุมัติไปแล้วไม่ยอมให้สื่อสารมวลชนเข้าสังเกตการณ์ และรับฟังการทำหน้าที่นั้น เป็นเรื่องที่สวนทางกับนโยบายความโปร่งใสแน่นอน
ผมหวังว่าจะเป็นเพียงความเข้าใจผิดของเจ้าหน้าที่บางคน เพราะคณะกรรมาธิการชุดนี้ใหม่และยังไม่คุ้นเคยกับการที่จะต้องทำงานเพื่อให้ประชาชนเกิดความไว้เนื้อเชื่อใจว่าจะปกป้องและรักษาผลประโยชน์ของเจ้าของประเทศอย่างไร
ข่าวบอกว่า กมธ. วิสามัญพิจารณาร่าง พรบ. งบประมาณชุดนี้มีความเห็นร่วมกันว่าไม่อนุญาตให้สื่อมวลชนร่วมฟังการประชุมของคณะ กมธ. เหมือนกับที่เคยเป็นหลักปฏิบัติมา โดยจะสรุปผลการประชุมเป็นเอกสารให้กับสื่อสารมวลชนเอง
คุณพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. บอกว่าไม่ทราบรายละเอียด แต่หลักการเบื้องต้นสื่อมวลชนคงต้องไปสอบถามเหตุผลกับประธาน กมธ. ก่อนว่ามีเหตุผลเช่นไร
ท่านประธานสภาบอกว่า “....ทำงานทุกอย่างยึดหลักประชาธิปไตย และขอยืนยันว่าในฐานะเป็นประธาน สนช. จะทำหน้าที่โดยยึดหลักความโปร่งใส”
คุณนรรัตน์ พิมเสน เลขาธิการวุฒิสภา ปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการ สนช. บอกนักข่าวว่าเรื่องนี้เป็นดุลยพินิจของคณะ กมธ. สาเหตุที่ไม่ให้สื่อมวลชนเข้าฟังการประชุมนั้น “อาจเป็นเพราะต้องการพิจารณาเรื่องดังกล่าวให้รวดเร็ว”
ท่านสมาชิก สนช. ต้องเข้าใจว่างบประมาณรายจ่ายเป็นเงินของประชาชน การใช้ทุกบาททุกสตางค์จะต้องตอบคำถามของประชาชนได้ตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง ที่ผ่านมานักการเมืองใช้งบประมาณในทางที่ก่อให้เกิดความสงสัยหลายด้าน จึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งที่สมาชิก สนช. จะต้องพิสูจน์ให้เห็นว่าจะทำได้ดีกว่า ส.ส. และ ส.ว. ที่ผ่านมา มิฉะนั้นก็เป็น “ส.ส. ที่มาจากการแต่งตั้ง” จะอธิบายบทบาทของท่านได้ยากกว่า
การที่สื่อมวลชนขอเข้าไปสังเกตการณ์หรือรับรู้การทำงานของคณะกรรมาธิการนั้น มิใช่เป็นการใช้สิทธิพิเศษในฐานะนักข่าว หากแต่เป็นการทำหน้าที่เป็นหูเป็นตาของเจ้าของประเทศในทุกขั้นตอนของกระบวนการพิจารณาใช้เงิน
ดังนั้นการที่บอกว่าคณะกรรมาธิการจะสรุปเป็นเอกสารให้สื่อมวลชนหลังการประชุมนั้นย่อมไม่ใช่กระบวนการที่ “โปร่งใส” ในความหมายที่ สนช. พร้อมจะให้คนข่าวสังเกตการณ์ รับฟังประเด็นการพิจารณา และการแลกเปลี่ยนความเห็นระหว่างการประชุมซึ่งในหลายกรณีมีความสำคัญกว่า “ข้อสรุป” ที่จะแถลงกับสื่อมวลชนด้วยซ้ำไป
ยิ่งถ้าหากบอกว่าที่ต้องปิดประตูประชุมไม่ให้สื่อมวลชนเข้าฟังเพื่อต้องการ “ความรวดเร็ว” นั้น ยิ่งทำให้เกิดความสงสัยว่าใครต้องการให้ผ่านไปอย่างรวดเร็วและที่ว่ารวดเร็วนั้น มีความรอบคอบและมีการตั้งคำถามที่ควรจะถามหรือไม่อย่างไร
ต้องไม่ลืมว่าจุดอ่อนสำคัญที่สุดของสภาที่มาจากการแต่งตั้งนั้นคือ “ความโปร่งใส” ในการทำหน้าที่เพราะระบบที่ไม่มีฝ่ายค้าน ไม่มีการตรวจสอบนั้นจะต้องตอบคำถามของประชาชนเจ้าของเงินและผู้ตัดสินว่าจะไว้ใจการทำหน้าที่ของท่านหรือไม่
ในต่างประเทศที่เขาเป็นประชาธิปไตยจริง การประชุมกรรมาธิการสภาเขาถ่ายทอดทีวีและวิทยุสด ๆ ให้รับฟังกันทั่วถึงด้วยซ้ำไป ถึงกับมีทีวีหนึ่งช่องเพื่อการนี้
หากเราจะปฏิรูปจริง ต้องเริ่มต้นที่ไม่กลัวใครมาตรวจสอบ และสังเกตการณ์การทำงานของท่านครับ เพราะท่านได้รับมอบหมายมาบริหารเงินของประชาชน ให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประเทศชาติที่เป็นของทุกคน









