การประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน-จีน ที่กรุงเนปิดอร์ ประเทศพม่า ที่ประชุมได้มีมติเร่งหาข้อสรุป
ในการยกร่างแนวปฏิบัติในทะเลจีนใต้ (ซีโอซี) เพื่อพยายามหาข้อยุติความขัดแย้งและมีความเสี่ยงจะเกิดการเผชิญหน้าครั้งใหญ่ในภูมิภาค หลังจากเกิดความขัดแย้งระหว่างจีนกับประเทศสมาชิกอาเซียน คือ เวียดนาม บรูไน ฟิลิปปินส์และมาเลเซีย ในการอ้างสิทธิเหนือน่านน้ำ โดยยังไม่มีแนวโน้มว่าจะจบลงอย่างไรในการแก้ปัญหาความขัดแย้ง
ในขณะที่จีน ยังยึดมั่นในจุดยืนเดิม โดยให้ความสำคัญกับการเจรจาสองแนวทางควบคู่กัน คือ การพูดคุยกับประเทศที่เกิดข้อพิพาท เพื่อหาทางจัดการกับปัญหาโดยสันติวิธี ควบคู่กับการหารือกับอาเซียน โดยอ้างว่าการมีสันติภาพ และความมั่นคงในทะเลจีนใต้ ถือเป็นประโยชน์ร่วมกัน เพื่อจัดการกับกรณีพิพาทที่จะเกิดขึ้นได้ แต่ก็ประกาศว่าข้อเสนอใหม่ใดๆ ที่ถืออาจแทรกแซงความร่วมมือที่มีอยู่แล้วจึงไม่จำเป็นและไม่อาจยอมรับได้ นั่นเป็นการจุดยืนเดิมของจีน
แต่ความขัดแย้งในทะเลจีนใต้ ได้กลายเป็นพื้นที่ความขัดแย้งที่เพิ่งเริ่มก่อตัวไม่นานมานี้ กำลังกลายเป็นสมรภูมิการเมืองระหว่างประเทศสำคัญ เมื่อมหาอำนาจอย่างสหรัฐและสหภาพยุโรป ได้เข้ามามีบทบาทในความพยายามหาข้อยุติในครั้งนี้ด้วย และจากท่าทีแข็งกร้าวของจีนต่อการแทรกแซงใดๆ จากภายนอก ซึ่งก็น่าจะหมายถึงประเทศที่ไม่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งในครั้งนี้ อาจทำให้ปัญหาในทะเลจีนใต้ไม่อาจหาข้อยุติลงได้โดยง่ายในเร็ววัน
นั่นหมายความว่าขณะนี้ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กลายเป็นสมรภูมิสำคัญของโลก ในศตวรรษที่ 21 โดยเฉพาะการรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียนหรือเออีซี ซึ่งจะเริ่มมีผลในปีหน้า ทำให้ภูมิภาคนี้เริ่มมีความสำคัญทั้งการค้าการลงทุนมากขึ้นจากประชากรที่มีมากถึง 600 ล้านคน ซึ่งไม่เพียงแค่ทรัพยากรธรรมชาติที่ยังมีอยู่มากเท่านั้น และการแสดงบทบาทของประเทศมหาอำนาจ ทั้งเชิงเศรษฐกิจและการทหารมากขึ้น กำลังกลายเป็นความเสี่ยงครั้งใหม่
แม้ว่าความขัดแย้งที่เกิดขึ้นจะมีมาหลายปีและแนวโน้มจะรุนแรงขึ้น เพราะไม่อาจเจรจากันได้ ประเทศไทยในฐานะสมาชิกอาเซียนกำลังเผชิญกับปัญหาใหญ่ในเวทีโลก และจะมองว่าปัญหาความขัดแย้งนี้ไม่เกี่ยวข้องกับประเทศไทยไม่ได้อีกต่อไป เพราะไม่เพียงแค่ความเกี่ยวพันในฐานะประเทศสมาชิกอาเซียนเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความสัมพันธ์ทางการค้าการลงทุนกับจีน ซึ่งนับวันความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างไทย-จีนจะเพิ่มมากขึ้นและมีความสำคัญมากขึ้น
ดังนั้น บทบาทของไทยในการแก้ปัญหาครั้งนี้จะทำได้แค่ไหน ยังเป็นประเด็นทิ้งไว้ เพราะมีปัญหาอื่นนอกเหนือการควบคุมอีกมาก ซึ่งไทยเล็กเกินไปจะสามารถกำหนดทิศทางได้ แต่บทบาทของไทยเองก็ถือว่ามีความสำคัญไม่น้อยต่อเรื่องนี้ ซึ่งเราเชื่อว่ากระทรวงการต่างประเทศในฐานะหน้าด่านในการออกหน้าเผชิญกับความขัดแย้งในครั้งนี้ มีโจทย์ใหญ่สำคัญคือประเทศไทยจะรักษาความสมดุลระหว่างผลประโยชน์เฉพาะกับผลประโยชน์อาเซียนอย่างไร
เราเห็นว่าประเด็นความขัดแย้งในทะเลจีนใต้กำลังกลายเป็นความเสี่ยงสำหรับไทย เพราะเรื่องนี้กำลังกลายเป็นปัญหาของอาเซียนเอง ไม่เฉพาะประเทศใดประเทศหนึ่งเท่านั้น และถึงที่สุดแล้ว บทบาทของไทยก็กลายเป็นความท้าทายอนาคตของประชาคมอาเซียนเองอีกด้วย









