หนึ่งในตัวอย่างของการ ปฏิรูประบบราชการ คือ การที่สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยขอให้
คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แก้ไขกติกาการขอใบอนุญาตตั้งโรงงานใหม่ที่เรียกว่า ใบ รง. 4 ซึ่งเคยเป็นอุปสรรคอย่างใหญ่หลวงต่อผู้ประกอบการไทยมาช้านาน
ฝ่ายเอกชนได้ขอให้กระทรวงอุตสาหกรรมออกใบอนุญาต รง. 4 ภายใน 90 วัน หากส่งเอกสารครบถ้วนตามระเบียบที่โปร่งใสชัดเจน
แต่ก่อนนี้ขั้นตอนการขอใบอนุญาติ ทั้งโรงงานอุตสาหกรรมไม่ว่าจะขนาดใหญ่หรือเล็กนั้นใช้เวลายาวนาน บางกรณีต้องรอเป็นปีก็มี บางคนบอกว่าหลายปีด้วยซ้ำไป
ความล้มเหลวของระบบราชการคือ การให้อำนาจแก่ข้าราชการในการใช้ดุลยพินิจในการออกใบอนุญาตในทุกรูปแบบและเมื่ออำนาจไปอยู่กับใครหรือตำแหน่งใด เขาคนนั้นจะใช้เวลายาวนานเพียงใดก็เป็นสิทธิของคนคนนั้น
ไม่ต้องสงสัยว่าเมื่อกฎเกณฑ์เป็นเช่นนี้ เรื่องคอร์รัปชันจึงเกิดอย่างกว้างขวาง
ใบขออนุญาตทุกประเภทกลายเป็นเครื่องมือ “หากิน” ของข้าราชการและนักการเมืองที่สามารถจะกำหนดได้ว่าใครจะได้ใบอนุญาตเมื่อไหร่ และในราคาใด
และในระบบราชการนั้น “ใบอนุญาต” ที่ประชาชนอาชีพต่าง ๆ ต้องยื่นขอกับทางการมีอยู่เป็นร้อย ๆ ประเภท
กลายเป็นว่าทุกอย่างในประเทศไทยที่เกี่ยวกับระบบราชการและการเมืองจะต้องมีการ “วิ่งเต้น” เพราะอำนาจจะให้หรือไม่ให้ใบอนุญาตนั้น ตกอยู่ในมือของข้าราชการที่มีสิทธิจะสร้างเงื่อนไข หรือหาเหตุผลที่จะยืดเวลาการอนุมัติได้ในทุกขั้นตอน
หลังจากที่สภาอุตสาหกรรมฯ ยื่นข้อเสนอให้ปรับแก้วิธีปฏิบัติ เพื่อให้กระทรวงอุตสาหกรรมปรับปรุงการทำงานในหลาย ๆ เรื่องรวมทั้งเรื่องนี้ ปลัดกระทรวงฯวิฑูรย์ สิมะโชคดี ก็รายงานว่ากติกาใหม่เริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคมเป็นต้นมา และได้ปรับลดขั้นตอนและระยะเวลาการพิจารณาอนุญาตใบ รง. 4 ได้อย่างสะดวกขึ้น ไม่ว่าจะขอใบอนุญาตโรงงานขนาดใดและยื่นคำขอผ่านหน่วยงานใด ก็สามารถทำเสร็จได้ภายใน 90 วัน
คนในกระทรวงบางคนบอกว่าความจริงในหลาย ๆ กรณี ข้าราชการประจำที่มีความตั้งใจทำงาน และพยายามจะพัฒนาประสิทธิภาพของหน่วยราชการ ก็ต้องการจะทำให้กระบวนการพิจารณาใบอนุญาตเป็นไปตามที่ผู้ประกอบการเรียกร้อง
แต่มี “อำนาจการเมืองข้างบน” ที่ต้องการจะยึดเอาอำนาจนี้ไว้เพื่อเป็นเครื่องมือ “ทำมาหากิน” เพราะตราบเท่าที่อำนาจนี้ยังอยู่กับข้าราชการ และข้าราชการต้องฟังนักการเมือง เอกชนที่มาขอใบอนุญาตก็ต้องวิ่งเข้าหานักการเมือง และไม่ต้องสงสัยว่าใครจ่ายเงินใต้โต๊ะหรือรับใช้นักการเมืองทางใดทางหนึ่ง ก็จะได้สิทธิพิเศษเหนือคนที่ไม่มีเส้นสายทางการเมือง
บางครั้ง นักการเมืองที่ว่านี้ไม่จำเป็นต้องมีตำแหน่งในกระทรวงด้วยซ้ำ หากแต่เป็นคนที่มีอิทธิพลเหนือกระทรวงนั้น ๆ ก็สามารถสกัดกั้นความพยายามที่จะแก้ไขขั้นตอนให้เกิดความสะดวกแก่ประชาชนมาได้ตลอด
ผู้ประกอบการบางคนถึงกับเปรยว่า บางเรื่องที่ใช้เวลาหลายปีแก้ไขไม่ได้เพราะอิทธิพลนักการเมืองและข้าราชการบางคน, แต่เมื่อผู้มีอำนาจต้องการจะทำความดีอย่างจริงจังก็สามารถแก้ได้ภายในหนึ่งสัปดาห์
ถามว่าระบบราชการแย่ ๆ แก้ไขได้ไหม? คำตอบคือแก้ไขได้อย่างแน่นอน และมีตัวอย่างมาแล้ว เช่น การทำบัตรประชาชนและหนังสือเดินทางที่สามารถแก้ไขปรับปรุงขั้นตอนให้สั้น กระชับ ยึดเอาความสะดวกของประชาชนเป็นหลัก จนสามารถทำให้การออกเอกสารสำคัญสำหรับประชาชนเป็นเรื่อง “อำนวยความสะดวก” ไม่ใช่ “ขัดขวางความสะดวกในทุกขั้นตอน” อย่างแต่ก่อน
คอร์รัปชันจะหายไป ความไร้ประสิทธิภาพจะแปรเป็นความกระตือรือร้น หากนักการเมืองและข้าราชการสำนึกว่า
สิทธิของประชาชนมาก่อนอำนาจรัฐในทุกกรณี






