วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

บทบาทไทยในฐานะ "Honest Broker" ในความขัดแย้งทะเลจีนใต้

ภาพที่เห็นเหมือนบรรยากาศจะชื่นมื่น ระหว่างรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนกับจีนและสหรัฐ แต่ลึก ๆ แล้ว

การประชุมที่กรุงนาปีดอ เมืองหลวงพม่า เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาแฝงไว้ด้วยความเครียดในหลายระดับทีเดียว

สาเหตุแห่งความไม่ลงรอยก็ยังเป็นเรื่อง ระหว่างจีนกับฟิลิปปินส์กรณีข้อพิพาททะเลจีนใต้ และจีนกับอาเซียนจะเดินหน้าเรื่อง “หลักปฏิบัติร่วม” ที่เรียกว่า Declaration of Conduct on the South China Sea (DoC) เพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าระหว่างคู่กรณี

การประชุมสุดยอดรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนกับจีนและสหรัฐ ที่พม่าครั้งนี้ไม่ทำให้เห็นว่ามีแสงสว่างที่ปลายถ้ำแต่อย่างไร

รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ จอห์น แคร์รี่ บินเข้าพม่าก็เสนอทันทีว่าขอให้มีการ “แช่แข็ง” กิจกรรมใด ๆ ในทะเลจีนใต้ที่จะส่อไปในทาง “ยั่วยุ” เพื่อจะได้หาทางออกร่วมกัน

ฟิลิปปินส์ก็เสนอทางออกในแนวเดียวกัน คือให้มี “moratorium” ในทะเลจีนใต้ หมายถึงการให้จีนและประเทศคู่พิพาทหยุดการกระทำทุกอย่างชั่วคราว เพื่อลดความตึงเครียดเพื่อจะได้เจรจาหาทางออกกันให้ได้

รัฐมนตรีต่างประเทศจีนหวังอี้ตีข้อเสนอนี้ตกไปทันที โดยบอกว่าสถานการณ์ในทะเลจีนใต้ไม่ได้มีอะไรผิดปกติ “มีแต่บางประเทศเท่านั้น ที่ต้องการจะวาดภาพเลวร้ายเกินความเป็นจริงเพื่อหวังประโยชน์บางอย่าง”

ปักกิ่งโต้มะนิลาทันทีว่าหากฟิลิปปินส์ต้องการให้มีการ “แช่แข็ง” กิจกรรมในทะเลจีนใต้ก็ควรจะยกเลิกการร้องเรียนองค์กรอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศเพื่อแก้ปัญหานี้กับจีนเสียด้วยซิ

แปลง่าย ๆ ก็คือว่าจีนบอกสหรัฐว่าคนนอกไม่ต้องมายุ่ง

และหันไปเอ็ดฟิลิปปินส์ทำนองว่า ไม่ต้องไปฟ้องสหรัฐหรอก และถ้าจะให้หยุดยั้งปัญหาก็ต้องมาพูดกันเอง ไม่ต้องให้ลูกพี่มาช่วยกดดันจีน

ข้อเสนอของสหรัฐกับฟิลิปปินส์ไม่ได้รับการบรรจุในวาระการประชุมของรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน จึงเป็นอันตกไป

แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจีนจะสามารถเดินหน้าเรื่องนี้ตามแนวทางที่ตนต้องการอย่างเดียว

เพราะนอกจากฟิลิปปินส์แล้ว เวียดนามก็เป็นสมาชิกอาเซียนอีกประเทศหนึ่ง ที่มีปัญหาระหองระแหงกับจีนในประเด็นเรื่องทะเลจีนใต้

อาเซียนวันนี้แบ่งเป็นสองกลุ่มในกรณีนี้ กลุ่มแรกต้องการจะกร้าวกับจีน หันไปร่วมกับสหรัฐและญี่ปุ่นสร้างอำนาจต่อรองกับจีน

อีกกลุ่มหนึ่งไม่ต้องการเผชิญหน้ากับจีน จึงพยายามจะไม่ดึงสหรัฐเข้ามาในเกมนี้ โดยเชื่อว่าควรพยายามต่อรองกับจีนอย่างสันติ แม้ว่าอีกกลุ่มหนึ่งจะบอกว่าจีนกำลังเล่นบท “พี่เบิ้ม” ไม่ฟังเสียงประเทศเล็ก และต้องการเอาชนะอย่างเดียวโดยไม่สนใจว่าใครจะมองภาพลักษณ์ทางลบของตนในเรื่องนี้อย่างไร

ไทยเราอยู่ตรงกลางเพราะไม่ได้เป็นคู่กรณี จึงควรต้องมีบทบาทที่จะประสานให้ทุกฝ่ายได้ร่วมมือกันหาทางออกอย่างเป็นรูปธรรมมากกว่านี้

ในการแถลงผลการประชุมอาเซียนกับจีนที่พม่าเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา รัฐมนตรีต่างประเทศจีนหวังอี้ กับรักษาการรัฐมนตรีต่างประเทศไทย คุณสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ออกมานั่งแถลงสองคน เพราะประเทศไทยมีฐานะเป็น “ผู้ประสานงานระหว่างอาเซียนกับจีน”

จึงเห็นชัดว่าประเทศไทยน่าจะต้องวางตัวให้มี “การทูตเชิงรุก” เพื่อสานประโยชน์ของทุกฝ่ายในข้อพิพาทเรื่องนี้

ซึ่งย่อมหมายถึงการทำงานที่เป็นระบบ วางตำแหน่งของไทยตามวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล และใช้ความเป็น “ผู้หวังดีต่อทุกฝ่าย” ของไทยเพื่อรักษาสันติภาพในทะเลจีนใต้อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน

หากเรากำหนดบทบาทไทยให้ชัดเจนและเป็นระบบ เราก็สามารถจะเป็น “คนกลางผู้มุ่งประโยชน์ภูมิภาค” และเป็น “honest broker” ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

หากพลาดโอกาสนี้ ไทยเราก็จะเป็นเพียง “ผู้ยืนดูห่างๆ” หรือ “bystander” ที่ไร้พลังไร้ความหมายอย่างน่าเสียดายยิ่ง