มีใครรู้ไหมว่าการใช้โทรศัพท์มือถือระหว่างขับรถนั้น เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย และกฎหมายฉบับนี้มีผล
ใช้บังคับมาแล้ว 6 ปี
ตำรวจเพิ่งประกาศว่า “เอาจริงแล้วนะ” ตั้งแต่เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม ด้วยเหตุผลว่าสถิติอุบัติเหตุบนท้องถนนเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าในปีที่ผ่านมา และเหตุผลหลักคือ คนใช้โทรศัพท์ระหว่างขับรถและตำรวจไม่เอาจริงตั้งแต่กฎหมายมีผลบังคับใช้
การประกาศ “เอาจริง” มาหลังจากที่ตำรวจจราจรออกมาตรการ “5 จริง, 5 จอม” ซึ่งก็คือการจะทำตามกฎหมายอย่างจริงจังเช่นกัน
พล.ต.อ.วุฒิ ลิปตพัลลภ ที่ปรึกษาสัญญาบัตร 10 และ พล.ต.ต.จิรสันต์ แก้วแสงเอก ผู้บังคับการตำรวจจราจร แถลงผลการปฏิบัติตามนโยบาย 5 จริง และ 5 จอม พบว่าการดำเนินการตามนโยบาย 5 จริงทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 9 มิถุนายน ถึง 31 กรกฎาคม ที่ผ่านมา
มีการยกรถ 2,398 ราย
ล็อกล้อ มากที่สุด 83,171 ราย
ขังจริง 8,217 ราย
และจับกุมความผิดจราจรทั้งหมด 570,272 ราย
ส่วนการปฏิบัติตามนโยบาย 5 จอม ระหว่างวันที่ 17-31 กรกฎาคม มีการจับกุมทั่วประเทศ 73,778 ราย ประกอบด้วย
จอมปาด 17,815 ราย
จอมล้ำ มากที่สุด 22,602 ราย
จอมขวาง 9,431 ราย
จอมย้อน 19,773 ราย
และจอมปลอม 4,157 ราย
ยอดผู้กระทำผิดมีแนวโน้มลดลง
การสำรวจความคิดเห็นจากประชาชนกว่า 1,000 ราย เกี่ยวกับนโยบายทั้งสอง พบว่ามีความพอใจถึงพอใจมาก ร้อยละ 89 พร้อมเห็นว่านโยบายจับจริง 5 จอม ส่งผลให้สภาพการจราจรคล่องตัวขึ้นถึงร้อยละ 81 โดยส่วนใหญ่เห็นด้วยกับการจับกุม ซึ่งจอมปาดมากที่สุด ร้อยละ 39 และยังส่งผลให้อุบัติเหตุลดลงร้อยละ 81
ขณะที่การประเมินของตำรวจ เห็นว่าการดำเนินนโยบายทั้งสอง ก่อให้เกิดจิตสำนึกของประชาชนต่อสังคมส่วนรวม ลดการทำผิดกฎ ทำให้การจราจรดีขึ้น
พล.ต.ต.อดุลย์ ณรงค์ศักดิ์ รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล บอกว่า ได้ปฏิบัติการจับกุม "จอมแชต" เพิ่ม หลังพบว่าผู้ขับขี่จำนวนมากใช้อุปกรณ์เสริมสำหรับโทรศัพท์มือถือ หรือ แสตนดี้ ในขณะขับรถ ส่งผลให้ขาดสมาธิในการขับขี่ ทำให้เกิดอุบัติเหตุมากขึ้น
พระราชบัญญัติจราจรทางบก มาตรา 43 ระบุว่าห้ามใช้โทรศัพท์มือถือขณะขับรถ ทั้งการจับ การใช้โทรศัพท์ การแชต การใช้อินเทอร์เน็ต มีโทษปรับตั้งแต่ 400 ถึง 1,000 บาท โดยจะเริ่มดำเนินการอย่างจริงจัง ตั้งแต่วันที่ 5 สิงหาคมเป็นต้นไป
เมื่อมีการรณรงค์ “เอาจริง” ก็แปลว่าที่ผ่านมา “ไม่เอาจริง”
และนั่นเป็นปัญหาของสังคมไทย ไม่เพียงเรื่องกฎหมายจราจรเท่านั้น หากเกี่ยวโยงไปถึงเรื่องสำคัญ ๆ ระดับชาติ ตั้งแต่การเมืองถึงคอร์รัปชันตลอดถึงการคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภคโดยพื้นฐาน
คนไทยส่วนใหญ่เชื่อว่าการมีกฎหมายไม่ได้แปลว่าจะต้องทำตามนั้น ยังต้องถามต่อเสมอว่า “เอาจริงหรือเปล่า?”
และแม้จะ “เอาจริง” ก็ยังมีคำถามต่อไปว่า “เอาจริงกับใครบ้าง?” เพราะมีความเชื่ออย่างกว้างขวางกันในหมู่ประชาชนว่า กฎเกณฑ์บางเรื่องใช้กับคนบางกลุ่ม และกติกาอีกบางอย่างก็ใช้เฉพาะกับบางคนบางเวลาและบางจังหวะเท่านั้น
นี่คือพื้นฐานของปัญหาของประชาธิปไตยของไทย นั่นคือ “การบังคับใช้กฎหมาย” หรือ law enforcement
ถ้าแก้จุดนี้ได้ สังคมไทยไปโลด
แต่ถ้ายังต้องถามว่า “เอาจริงหรือเปล่า?” เราก็จะยังคงย่ำอยู่กับที่
และนี่ควรเป็นวาระต้น ๆ ของสภาปฏิรูปแห่งชาติที่กำลังให้ความหวังกับคนทั้งประเทศว่าจะ
“เอาจริง” กับทุกเรื่องที่ต้องเปลี่ยนแปลงแก้ไข
เหมือนป้ายที่ผมเห็นที่เมืองนอก
Drivers:
No texting
No talking
No exception
“ไม่มีข้อยกเว้น” นี่แหละที่หมายถึงการ “บังคับใช้กฎหมายอย่างเอาจริง”









