วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เอาจริงแล้วน่ะ ...จริงหรือเปล่า?

มีใครรู้ไหมว่าการใช้โทรศัพท์มือถือระหว่างขับรถนั้น เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย และกฎหมายฉบับนี้มีผล

ใช้บังคับมาแล้ว 6 ปี

ตำรวจเพิ่งประกาศว่า “เอาจริงแล้วนะ” ตั้งแต่เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม ด้วยเหตุผลว่าสถิติอุบัติเหตุบนท้องถนนเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าในปีที่ผ่านมา และเหตุผลหลักคือ คนใช้โทรศัพท์ระหว่างขับรถและตำรวจไม่เอาจริงตั้งแต่กฎหมายมีผลบังคับใช้

การประกาศ “เอาจริง” มาหลังจากที่ตำรวจจราจรออกมาตรการ “5 จริง, 5 จอม” ซึ่งก็คือการจะทำตามกฎหมายอย่างจริงจังเช่นกัน

พล.ต.อ.วุฒิ ลิปตพัลลภ ที่ปรึกษาสัญญาบัตร 10 และ พล.ต.ต.จิรสันต์ แก้วแสงเอก ผู้บังคับการตำรวจจราจร แถลงผลการปฏิบัติตามนโยบาย 5 จริง และ 5 จอม พบว่าการดำเนินการตามนโยบาย 5 จริงทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 9 มิถุนายน ถึง 31 กรกฎาคม ที่ผ่านมา

มีการยกรถ 2,398 ราย

ล็อกล้อ มากที่สุด 83,171 ราย

ขังจริง 8,217 ราย

และจับกุมความผิดจราจรทั้งหมด 570,272 ราย

ส่วนการปฏิบัติตามนโยบาย 5 จอม ระหว่างวันที่ 17-31 กรกฎาคม มีการจับกุมทั่วประเทศ 73,778 ราย ประกอบด้วย

จอมปาด 17,815 ราย

จอมล้ำ มากที่สุด 22,602 ราย

จอมขวาง 9,431 ราย

จอมย้อน 19,773 ราย

และจอมปลอม 4,157 ราย

ยอดผู้กระทำผิดมีแนวโน้มลดลง

การสำรวจความคิดเห็นจากประชาชนกว่า 1,000 ราย เกี่ยวกับนโยบายทั้งสอง พบว่ามีความพอใจถึงพอใจมาก ร้อยละ 89 พร้อมเห็นว่านโยบายจับจริง 5 จอม ส่งผลให้สภาพการจราจรคล่องตัวขึ้นถึงร้อยละ 81 โดยส่วนใหญ่เห็นด้วยกับการจับกุม ซึ่งจอมปาดมากที่สุด ร้อยละ 39 และยังส่งผลให้อุบัติเหตุลดลงร้อยละ 81

ขณะที่การประเมินของตำรวจ เห็นว่าการดำเนินนโยบายทั้งสอง ก่อให้เกิดจิตสำนึกของประชาชนต่อสังคมส่วนรวม ลดการทำผิดกฎ ทำให้การจราจรดีขึ้น

พล.ต.ต.อดุลย์ ณรงค์ศักดิ์ รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล บอกว่า ได้ปฏิบัติการจับกุม "จอมแชต" เพิ่ม หลังพบว่าผู้ขับขี่จำนวนมากใช้อุปกรณ์เสริมสำหรับโทรศัพท์มือถือ หรือ แสตนดี้ ในขณะขับรถ ส่งผลให้ขาดสมาธิในการขับขี่ ทำให้เกิดอุบัติเหตุมากขึ้น

พระราชบัญญัติจราจรทางบก มาตรา 43 ระบุว่าห้ามใช้โทรศัพท์มือถือขณะขับรถ ทั้งการจับ การใช้โทรศัพท์ การแชต การใช้อินเทอร์เน็ต มีโทษปรับตั้งแต่ 400 ถึง 1,000 บาท โดยจะเริ่มดำเนินการอย่างจริงจัง ตั้งแต่วันที่ 5 สิงหาคมเป็นต้นไป

เมื่อมีการรณรงค์ “เอาจริง” ก็แปลว่าที่ผ่านมา “ไม่เอาจริง”

และนั่นเป็นปัญหาของสังคมไทย ไม่เพียงเรื่องกฎหมายจราจรเท่านั้น หากเกี่ยวโยงไปถึงเรื่องสำคัญ ๆ ระดับชาติ ตั้งแต่การเมืองถึงคอร์รัปชันตลอดถึงการคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภคโดยพื้นฐาน

คนไทยส่วนใหญ่เชื่อว่าการมีกฎหมายไม่ได้แปลว่าจะต้องทำตามนั้น ยังต้องถามต่อเสมอว่า “เอาจริงหรือเปล่า?”

และแม้จะ “เอาจริง” ก็ยังมีคำถามต่อไปว่า “เอาจริงกับใครบ้าง?” เพราะมีความเชื่ออย่างกว้างขวางกันในหมู่ประชาชนว่า กฎเกณฑ์บางเรื่องใช้กับคนบางกลุ่ม และกติกาอีกบางอย่างก็ใช้เฉพาะกับบางคนบางเวลาและบางจังหวะเท่านั้น

นี่คือพื้นฐานของปัญหาของประชาธิปไตยของไทย นั่นคือ “การบังคับใช้กฎหมาย” หรือ law enforcement

ถ้าแก้จุดนี้ได้ สังคมไทยไปโลด

แต่ถ้ายังต้องถามว่า “เอาจริงหรือเปล่า?” เราก็จะยังคงย่ำอยู่กับที่

และนี่ควรเป็นวาระต้น ๆ ของสภาปฏิรูปแห่งชาติที่กำลังให้ความหวังกับคนทั้งประเทศว่าจะ

“เอาจริง” กับทุกเรื่องที่ต้องเปลี่ยนแปลงแก้ไข

เหมือนป้ายที่ผมเห็นที่เมืองนอก

Drivers:

No texting

No talking

No exception

“ไม่มีข้อยกเว้น” นี่แหละที่หมายถึงการ “บังคับใช้กฎหมายอย่างเอาจริง”