การได้มีได้เป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของไทยมีสาเหตุหลักโดยตรงมาจากภาวะการกระจุกตัวของอำนาจทางการเมืองไทย
ไม่มีอะไรเกี่ยวกับมิติหญิง-ชาย (gender-perspective) อย่างที่ในประเทศประชาธิปไตยบางประเทศเขาต่อสู้เรียกร้องกันเอาเป็นเอาตาย เช่น หลายประเทศในยุโรป และในสหรัฐอเมริกา
กล่าวได้ว่า ณ จุดนั้นที่ได้เกิดมีนายกฯหญิงขึ้นในประเทศไทย ในขณะที่อำนาจกระจุกตัวที่นักการเมืองและพรรคการเมืองเสียงข้างมาก โดยเฉพาะพรรคการเมืองที่มีเสียงข้างมากในช่วงนั้นอำนาจกระจุกรวมศูนย์อยู่ที่คนคนเดียวอย่างนั้น ถ้าคนคนนี้ตัดสินใจแต่งตั้งให้เสาไฟฟ้าเป็นนายกฯ ประเทศไทยก็ต้องมีนายกรัฐมนตรีเป็นเสาไฟฟ้าเป็นประเทศแรกในโลก
ในภาพที่ระบอบการเมืองประชาธิปไตยของเราที่ทำกันมา 80 กว่าปีจนอำนาจกระจุกตัวเข้มข้นได้อย่างนั้น จนเสาไฟฟ้าก็เป็นนายกรัฐมนตรีได้หากศูนย์อำนาจต้องการ เราจึงอย่าไปเถรตรงหลงตั้งประเด็นตามตำราว่าด้วยมิติหญิง-ชาย เช่นว่าความเป็นเพศ (หญิง) ของอดีตนายกฯ เป็นปัจจัยแสดงถึงอะไรในด้านมิติหญิง-ชาย ในทางการเมืองการปกครอง เข้ารกเข้าพงไปโน่น เพราะตั้งแต่จุดแรกเริ่ม นั่นไม่ใช่ประเด็น
นายกฯสำหรับบ้านเมืองตอนนั้น จะ(ประ)เภท/เพศไหนก็ได้ เพียงแค่รูปว่าเป็นเสา เนื้อคอนกรีตหล่อมาดี ยืนตรงพอได้ เหล็กเส้นในจะบางไปบ้าง อ่อนไปบ้าง ไม่เป็นไร ปกป้องดูแลให้ดีในที่กันลมกันฝน ตั้งอยู่นิ่งๆ ได้สักสามสี่ปี ก็พอแล้ว
การมีการเป็นนายกรัฐมนตรีของอดีตนายกฯคนที่ผ่านมาจึงไม่ควรใช้เป็นตัวชี้วัดโดยตรงเกี่ยวกับความก้าวหน้าถอยหลังของหญิงไทยในทางการเมืองระบอบประชาธิปไตยอะไรทั้งสิ้น เพราะมันไม่มีอะไรในกอไผ่ตั้งแต่ต้น
กองทุนพัฒนาบทบาทสตรี เป็นตัวอย่างที่ดี โดยเนื้อหาและวิธีการทำงาน ได้ทำให้มิติหญิง-ชายที่มีความลึกซึ้งกว้างขวางครอบคลุมชีวิตทุกด้านของหญิงไทย ซึ่งควรเป็น “ยาดำ” บูรณาการอยู่ในทุกกระทรวงทบวงกรม กลับกลายมามีจุดเด่นอยู่ที่ “เงินกองทุน” ใช้วิธีทำงานเร่ร่อนไปมา เอาผลทางการเมืองเป็นหลัก ด้วยการใช้สำนักปลัดสำนักนายกฯ ที่รวมอำนาจ “แกงโฮะ” ยืมมือ กรมการศึกษานอกโรงเรียน ทำงาน แล้วในที่สุด ก็ยกมาใส่มือทั้งกระบิ ให้กรมการพัฒนาชุมชน ทั้งงานบริหารและงานการเงิน ในกระทรวงมหาดไทยซึ่งเป็นหน่วยงานทางการเมืองการปกครอง อีกทั้งมี เงื่อนไขเรื่องต้องมาลงทะเบียนเป็นสมาชิกกองทุนฯ เหล่านี้ ชี้ชัดว่ามีจุดประสงค์ทางการเมืองชัดเจนเพื่อจะได้กระจุกอำนาจยิ่งขึ้นด้วยการขยายฐานเสียงพรรคไปหา “เสียงสตรี” ที่มีจำนวนครึ่งฟ้า
ในส่วนที่ดูคล้ายมีประเด็นเกี่ยวกับมิติหญิง-ชายปรากฏขึ้น ช่วงปรากฏการณ์ “เสาไฟฟ้า” ที่เป็นประจักษ์พยานการกระจุกตัวของอำนาจทางการเมืองอย่างเข้มข้นในขณะนั้น ก็เป็นเรื่องผลกระทบประเภทฝนตก ขี้หมูไหล เช่น การไปเอ่ยถึง “Woman Touch” ในเวทีการเมืองต่างประเทศ การใช้ “ความเป็นหญิง” มาบิดเบือน อำพราง ประเด็นการเมืองที่แท้จริง ในเหตุการณ์ “ว.5 ชั้น 7” ที่ประเด็นอยู่ที่ต้องชี้แจงเหตุผลให้สาธารณชนทราบว่าเหตุใดในช่วงประชุมสภาฯ นายกฯจึงไป “ว.5 ชั้น 7” ซึ่ง แทนที่จะชี้แจงตามหน้าที่ของนายกฯ กลับไปอ้างเรื่องความเป็นหญิงขึ้นมา ว่าถูกเลือกปฏิบัติ อะไรไปโน่น
ที่นับว่าเป็นการบิดเบือน ประเด็นสตรีในมิติหญิง-ชาย ครั้งยิ่งใหญ่และสำคัญที่สุดในปรากฏการณ์ “เสาไฟฟ้า”ครั้งนี้ จะด้วยเจตนาหรือไม่ก็ตาม ก็คือเมื่อครั้งในการชุมนุมทางการเมืองในนาม “มวลมหาประชาชน”
ปรากฏการณ์ “มวลมหาประชาชน” ครั้งนั้น ศูนย์กลางของปัญหาข้อขัดแย้งเป็นประเด็นทางการเมืองการปกครองอย่างชัดเจน เพราะ เป็นการประท้วงต่อต้าน การใช้อำนาจนิติบัญญัติ และ อำนาจบริหารอย่างฉ้อฉลของรัฐบาล และพรรคการเมืองเสียงข้างมาก การที่นายกฯถูกอภิปรายอย่างมีการเลือกปฏิบัติทางเพศ (โดยฝีปากของนักปราศรัยบางคน ที่ส่งผลทั้งสบอารมณ์และไม่สบอารมณ์อย่างยิ่งให้แก่ “มวลมหาประชาชน”) เป็นผลพวงข้างเคียง แต่กระนั้นก็มีนักวิชาการ และกลุ่มนักรณรงค์สิทธิเสมอภาค ตลอดจนนักเขียนสื่อมวลชนในกระแสหลักและโซเชียลมีเดีย ได้ใช้ ประเด็นสตรีในมิติ หญิง-ชาย ที่นายกฯถูกปราศรัยอย่างเป็นการเลือกปฏิบัติทางเพศ มาเบี่ยงประเด็นทางกฎหมายทางการเมืองที่เป็น “ศูนย์กลางของปัญหา” ให้กลายมาเป็นประเด็นสตรี ทาง มิติหญิง-ชาย เพื่อต่อต้านและลดทอนความชอบธรรม ของเวที “มวลมหาประชาชน”
ประเด็นสตรีในมิติหญิง-ชาย ไม่ใช่ “ศูนย์กลาง” ของปัญหาความขัดแย้งครั้งนั้นแน่นอน อีกทั้งการไปทำให้ประเด็นสตรี ในมิติหญิง-ชาย กลายเป็นศูนย์กลางของทุกปัญหาข้อขัดแย้งในสังคม เป็นอันตรายอย่างยิ่งทั้งในสาระและในทางยุทธศาสตร์ (แม้ว่าทุกปัญหาข้อขัดแย้งในสังคมสามารถมองได้ด้วยมิติหญิง-ชาย) ด้วยว่าจะเป็นการโดดเดี่ยวแยกประเด็นสตรีและอคติทางเพศตลอดจนการเลือกปฏิบัติทางเพศออกจากบริบททางสังคมและปัญหาข้อขัดแย้งหลักที่ร่วมกันอยู่ของคนในสังคม
ไม่อยากจะนับทางปริมาณดอกว่ามีหญิงไทยกี่คน ในสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ๒๐๐ คน ที่ คณะรักษาความสงบแห่งชาติกำลังคลี่คลายกระจายการกระจุกอำนาจให้ ทั้งๆ ที่ก็เสียดายว่าทำไมไม่มีสตรีเพศระดับนายพลได้รับการคัดเลือกเข้ามาบ้าง จะได้พิสูจน์กันว่า ผู้หญิงที่ คสช. เลือกมา ดีกว่า “เสาไฟฟ้า”
เหล่า สนช. ทั้ง 200 ท่านและที่จะมีมาเติมอีก ท่านมีเป้าหมายมีวาระเรื่องการกระจายอำนาจที่ กระจุกในสถาบันทหาร สถาบันการเมืองการปกครอง ที่มีแต่บุรุษเพศแน่นขนัด ออกไปสู่หญิงไทยอย่างไรบ้าง









