วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ได้เวลาให้"นักเลือกตั้ง" เน่าๆ พ้นจากเวทีการเมือง

มีคนถามผมว่า หากมีการเลือกตั้งครั้งใหม่ในปีสองปีข้างหน้า เราจะแน่ใจได้อย่างไรว่าคุณภาพของนักการเมือง

จะดีขึ้นกว่าที่ผ่านมา และเราจะได้เห็นนักการเมืองรุ่นใหม่แทรกตัวเข้ามา เป็นความหวังให้กับสังคมไทยได้อย่างไร

ผมบอกว่าถ้าทุกอย่างเหมือนเดิม ก็จะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง และเราก็จะกลับไปสู่วงจรเน่า ๆ ของนักเลือกตั้งอีกเพราะรัฐประหารไม่ได้รับรองคุณภาพนักการเมืองหากการปฏิรูปไม่เกิดขึ้นอย่างจริงจัง

เหมือนซ่อมบ้านแต่หลังคายังรั่วอยู่

แต่บางคนก็มีความหวังว่ารัฐธรรมนูญใหม่ ที่จะร่างขึ้นมานั้นจะมีมาตรการบางประการเพื่อ “ถ่ายเลือด” นักการเมืองครั้งใหญ่

นักวิเคราะห์บางคนบอกให้ดูมาตรา 35 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราวโดยเฉพาะข้อ 4 ที่อาจให้ความหวังว่านักการเมือง “น้ำเน่า” จะถูกทดแทนโดย “น้ำดี” ได้บ้าง

ความจริง ต้องอ่านมาตรานี้ให้ละเอียด จะเห็นการปูพื้นสำหรับการเมืองไว้หลายด้าน

มาตรา 35 คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญต้องจัดทําร่างรัฐธรรมนูญให้ครอบคลุมเรื่องดังต่อไปนี้ด้วย

(1) การรับรองความเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียวจะแบ่งแยกมิได้

(2) การให้มีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ที่เหมาะสมกับสภาพสังคมของไทย

(3) กลไกที่มีประสิทธิภาพในการป้องกัน ตรวจสอบ และขจัดการทุจริตและประพฤติมิชอบทั้งในภาครัฐและภาคเอกชน รวมทั้งกลไกในการกํากับและควบคุมให้การใช้อํานาจรัฐ เป็นไปเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติและประชาชน

(4) กลไกที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันและตรวจสอบ มิให้ผู้เคยต้องคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายว่ากระทำการทุจริตหรือประพฤติมิชอบ หรือเคยกระทำการอันทำให้การเลือกตั้งไม่สุจริตหรือเที่ยงธรรม เข้าดำรงตำแหน่งทางการเมืองอย่างเด็ดขาด

(5) กลไกที่มีประสิทธิภาพที่ทําให้เจ้าหน้าที่ของรัฐ โดยเฉพาะผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองและพรรคการเมือง สามารถปฏิบัติหน้าที่หรือดําเนินกิจกรรมได้โดยอิสระ ปราศจากการครอบงําหรือชี้นําโดยบุคคลหรือคณะบุคคลใด ๆ โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย

(6) กลไกที่มีประสิทธิภาพในการสร้างเสริมความเข้มแข็งของหลักนิติธรรม และการสร้างเสริมคุณธรรม จริยธรรม และธรรมาภิบาลในทุกภาคส่วนและทุกระดับ

(7) กลไกที่มีประสิทธิภาพในการปรับโครงสร้าง และขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจและสังคม เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมอย่างยั่งยืน และป้องกันการบริหารราชการแผ่นดินที่มุ่งสร้างความนิยมทางการเมือง ที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศและประชาชนในระยะยาว

(8) กลไกที่มีประสิทธิภาพในการใช้จ่ายเงินของรัฐ ให้เป็นไปอย่างคุ้มค่าและตอบสนองต่อประโยชน์ส่วนรวมของประชาชน โดยสอดคล้องกับสถานะทางการเงินการคลังของประเทศ และกลไกการตรวจสอบและเปิดเผยการใช้จ่ายเงินของรัฐที่มีประสิทธิภาพ

(9) กลไกที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันมิให้มีการทําลายหลักการสําคัญที่รัฐธรรมนูญจะได้วางไว้

(10) กลไกที่จะผลักดันให้มีการปฏิรูปเรื่องสําคัญต่าง ๆ ให้สมบูรณ์ต่อไป

ให้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญพิจารณาถึงความจําเป็น และความคุ้มค่าที่ต้องมีองค์กรตามรัฐธรรมนูญ หรือองค์กรที่ก่อตั้งขึ้นโดยอาศัยอํานาจตามรัฐธรรมนูญ ในกรณีที่จําเป็นต้องมี ให้พิจารณามาตรการที่จะให้การดําเนินงานขององค์กรดังกล่าวเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลด้วย

ถ้าอ่านข้อ 4 ของมาตรานี้ให้ดีก็สามารถตีความได้ว่า หากรัฐธรรมนูญถาวรมีข้อความนี้จริงก็หมายความว่า นักการเมืองชื่อดังหลายคนจะต้อง “เกษียณ” ตัวเองออกจากการเมืองตลอดชีวิตที่เหลือ เช่น สมาชิกบ้านเลขที่ 111 ของพรรคไทยรักไทยในอดีตและ 109 คนของพรรคชาติไทยและพรรคมัชฌิมาธิปไตยกับพลังประชาชน

เท่านี้อาจยังไม่พอที่จะชะล้างประเทศไทยให้สะอาดสะอ้าน เพื่อคนไทยจะได้มีความหวังกับ “การเมืองเพื่อประชาชน” อย่างแท้จริง ทุกภาคส่วนของสังคมจะต้องออกมารณรงค์ให้คนรุ่นใหม่มีความเลื่อมใสศรัทธาและพร้อมจะเสียสละผลประโยชน์ส่วนตัวเพื่อส่วนรวมอย่างแท้จริง

เขียนเป็นตัวหนังสือยังไม่พอเพราะเมืองไทยมี “ศรีธนญชัย” เต็มบ้านเต็มเมือง ต้องช่วยกันทำความมุ่งมั่นให้เป็นความจริงด้วยการกระทำของสมาชิกสังคมทุกคน อย่าได้หวัง “อัศวินม้าขาว” ใด ๆ ทั้งสิ้น