แกๆ เห็นป่ะว่ะ เมื่อวาน พลอยเฌอมาลย์ เอานิ้วกลางจิ้มเค้ก ถ่ายรูปลงอินสตราแกรม นี่คือบทสนทนาของผู้ที่เสพข่าว
บันเทิงไทยเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา บอกตรงๆ เลยครับว่า ผมรับไม่ได้จริงๆ เกิดอะไรขึ้นกับนักข่าวสายบันเทิงของไทย
การ SET AGENDA หรือ การกำหนดวาระ ให้กับสังคม คือหน้าที่หนึ่งของสื่อมวลชน ไม่ว่าจะเป็นสื่อมวลชนที่ใดในโลก และไม่ว่าจะเป็นนักข่าวสายใด พูดง่ายๆ ก็คือ หากมีเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้นและนักข่าวเห็นว่าเป็นประโยชน์ต่อสังคม หรือสังคมควรจะรับรู้ นักข่าวก็ควรจะรายงานเพื่อให้เป็นประเด็นในสังคม เช่น การคอร์รัปชันที่เกิดขึ้นในรัฐบาล การปล่อยน้ำเสียของโรงงาน ประเด็นเหล่านี้ นักข่าวก็จะต้องแจ้งให้สังคมรับรู้ สำหรับสายงานข่าวบันเทิงแล้ว อะไรควรเป็นประเด็นในสังคมไทย
ในทัศนะของผมแล้ว การตั้งประเด็นของสื่อบันเทิงไทย น่าจะมีปัญหาอยู่ ขอไล่มาตั้งแต่ ประเด็นดาราสาวสวยใส่กระโปรงยาวแต่ผ่ากันขนาดเห็นจีสตริงออกงาน จากนั้นก็ประเด็นดาราสาวคนเดิมออกงานแล้วนั่งอ้าจนเห็นไปถึงไหนต่อไหนโดยไม่ได้ใส่อะไรป้องกัน (ทั้งๆ ที่รู้มุมกล้องนักข่าวอย่างดี) มาต่อกันที่ประเด็นดาราสาวโพสต์ปล่อยภาพโดยทำร้าย ตามด้วยการโพสต์วิจารณ์ของบรรดาสามีดารา จนประเด็นหย่าขาดและคืนรถสปอร์ตของดาราคู่หนึ่ง ไล่มาจนถึงดาราเอานิ้วกลางจิ้มเค้ก...นี่หรือคือประเด็นที่นักข่าวบันเทิงกำลังสร้างให้กับสังคม สังคมได้อะไรจากข่าวเหล่านี้ แค่เพื่อเม้าท์สนุกปากในที่ทำงานแค่นั้นเหรอ ผมว่ามันคงต้องถึงเวลาที่คุณในฐานะนักข่าวบันเทิงต้อง หยุดคิดพิจารณากันเสียใหม่แล้ว
เมื่อนานมาแล้วผมเคยได้เข้าร่วมงานสัมมนาของนักศึกษาปริญญาเอก หลักสูตรการจัดการดุษฎีบัณฑิต สาขาการจัดการการสื่อสาร ของมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต หัวข้อการสัมมนาครั้งนั้นชื่อว่า “สื่อกับดารา ใครคือเหยื่อ” คำถามนี่ ในความรู้สึกผม มันเป็นคำถามคลาสสิคที่ยังคงสามารถใช้ได้ อยู่ถึงทุกวันนี้ ยิ่งทุกวันนี้ ยิ่งต้องย้ำว่า “ใครคือเหยื่อ” หรือใครใช้ใครกันแน่
สื่อคือเหยื่อ : ทุกวันนี้ เพราะความมักง่ายของสื่อมวลชน หากดาราอยากดัง ก็ดังได้เอง ดาราไม่ต้องลงทุนทำอะไรมาก ครีเอทีฟสักหน่อย หาไรเก๋ๆ ทำแหวกๆ แปลกๆ แนวๆ ลงอินสตราแกรม แป๊ปเดียวดาราคนนั้นก็กลายเป็นประเด็นในเฟซบุ๊ค เป็นข่าวแพร่ในไลน์ ท้ายสุดก็กลายเป็นข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์แล้ว ช่างง่ายดายอะไรขนาดนี่ ทุกวันนี้สื่อจึงถูกใช้ให้เป็นบันได สู่ความดังอย่างไม่ยากเย็นอะไรนัก แต่งตัวโป๊ๆ ออกงาน ให้สื่อถ่ายภาพไปลง และท้ายสุดเตรียมบทขอโทษและโทษช่างกล้องตอนจบ แต่ผลที่ตามมาคือ ความดังก็ได้มาชั่วข้ามคืน
ดาราคือเหยื่อ : สื่อที่อยากจะขายหนังสือให้ได้ หรืออยากจะให้ละครของตัวเองดัง ก็ต้องไปขุดคุ้ย (ไม่พ้นตามเฟซบุ๊ค ตามอินสตราแกรม) ดาราต่างๆ สร้างให้เป็นประเด็นทั้งๆ เรื่องที่ไม่เป็นประเด็น เช่น ดาราอัพสเตตัสในเฟซบุ๊คว่า “อย่ามโน...” แค่นี้ นักข่าวก็รีบทำข่าวไปสารพัด สืบเสาะข้อมูล ตั้งประเด็นต่างๆ ให้เป็นที่สนใจ เพื่อให้ขายข่าวได้ ดาราคนนั้น ก็อาจงงๆ อยู่เหมือนกันว่า แค่นี้ เป็นข่าวได้อย่างไร
แต่ถึงตรงนี้หลายๆ คนคงนึกได้แล้วว่า จริงๆ แล้วเหยื่อที่น่าสงสารที่สุดก็คือ สังคม หรือพวกเราทุกคนนี่แหละ เพราะ ทั้งดาราและสื่อก็เปรียบกับน้ำพึ่งเรือ เสือพึ่งป่า ซึ่งบางทีเขาก็พึ่งกันมาก มากคนลืมนึกถึงพวกเรา
สังคมคือเหยื่อ : สื่อได้เงิน ดาราได้ความดัง ได้งาน แล้วสังคมได้อะไร ... ความเพลิดเพลิน? สังคมไทยต้องการแค่นั้นเหรอ น้อยครั้งที่ผมจะเห็นข่าวบันเทิงเสนอเรื่องราวที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม ผมไม่ทราบว่า เพราะไม่มีเรื่องราวดีๆ หรือไม่ไปทำข่าวดีๆ เพราะขายไม่ได้?
สิ่งที่ผมอยากขอร้องผ่านสื่อตรงนี้ คือ ฝากถึงดาราทั้งหลายว่า ช่วยตระหนักสักนิดเถอะครับว่า ท่านคือ ดารา ท่านคือ บุคคลสาธารณะ ท่านคือต้นแบบของสังคม จะทำอะไรนั้น อย่าคิดแต่ว่า คุณจะดังไหม จะได้งานไหม จะสร้างกระแสให้กับตัวคุณเองได้ไหม เพราะถ้าคิดแค่นั้น สังคมเราจะไม่ไปไหนเลยครับ จะทำอะไรแค่ฉาบหน้าไปวันๆ ทำงานเอาชื่อเอาเสียง นึกถึงแต่ตัวเอง ส่วนสื่อมวลชน ผมมั่นใจว่าคุณรู้ว่า ข่าวไหนให้อะไรสังคม แต่หากคุณเอาเงินเป็นตัวตั้งแล้ว คุณก็จะได้เงิน จะเป็นคนมีเงิน เป็นคนรวยในสังคมที่อ่อนแอ และสักวันความรวยของคุณก็จะไม่มีประโยชน์ใดๆ ในสังคมที่ล่มสลาย
ฝากสุดท้าย ผมอยากฝากถึงผู้เสพสื่ออย่างเราๆ นี่แหละครับ ผมเชื่อว่า เราสามารถหยุดการกระทำของสื่อบันเทิงไทยบางสื่อ ที่เอาเปรียบและมอมเมาผู้คนด้วยข่าวที่ไม่เป็นข่าวอย่างนี้ได้ ด้วยการหยุดบริโภคสื่อเหล่านั้น หรือ หากเรารู้ว่า ดารากำลังทำสิ่งที่เป็นที่เสื่อมเสียกับสังคม เราควรช่วยกันต่อว่า ประณาม เพื่อไม่ให้พวกเขาดูถูกพวกเราได้อีก อย่าลืมครับว่า สื่อและการบริโภคสื่อ เป็นตัวสะท้อนที่ดีมากตัวหนึ่งของสังคม นั่นหมายถึงว่า เราจะดูว่าสังคมนั้นเป็นอย่างไร เราดูได้จากการบริโภคสื่อ และประเด็นของคนในสังคม ดังนั้น อย่าให้ใครเขามาเห็นเราว่า สังคมไทยเป็นสังคมที่ไร้สาระเช่นนี้เลยครับ









