เชื่อแน่ว่าหากไม่มีการเข้ามาควบคุมอำนาจ ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) การประมูลโรงไฟฟ้า
ที่ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงของผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่(ไอพีพี) จำนวน 5,000 เมกะวัตต์ ที่มีการเซ็นสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากันตั้งแต่ปี 2556 ก็จะผ่านฉลุย ไม่มีการสั่งทบทวนรื้อฟื้นให้เป็นกระแสขึ้นมาใหม่ ให้เป็นที่ยุ่งยากของบริษัทผู้พัฒนาโครงการ และคงจะเห็นการเดินหน้าก่อสร้างโรงไฟฟ้าให้ทันเข้าสู่ระบบในปี 2564 และ 2568 ตามลำดับ
แต่เรื่องก็เริ่มเห็นแววสะดุด ตั้งแต่ที่กลุ่มสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจกฟผ.ที่นำโดยนายศิริชัย ไม้งาม ยื่นหนังสือถึง พล.อ.อ.เประจิน จั่นตอง ในฐานะหัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจคสช. ให้มีการปรับเปลี่ยนคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) และตรวจสอบโครงการประมูลไอพีพี 5,000 เมกะวัตต์ ที่มีข้อกล่าวหาว่ามีการล็อกสเปคให้กับเอกชนรายเดียว ซึ่งหลังจากนั้นไม่นาน คสช. ก็มีประกาศให้กกพ.ชุดเดิม และเลขาธิการสำนักงานกกพ.พ้นจากตำแหน่งในคราวเดียวกัน และตั้ง กกพ.ชุดใหม่มาปฏิบัติหน้าที่
สอดรับกับที่ นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน ก็ออกมารับลูกว่าจะเข้าไปตรวจสอบเรื่องของการประมูลไอพีพี ตามที่มีผู้ร้องเรียนเข้ามา
สัปดาห์ที่ผ่านมา ฝ่ายบริหารของกฟผ.ซึ่งเป็นคู่สัญญา ก็ถูกทาง คสช.เรียกเข้าไปชี้แจงและให้รายละเอียดเกี่ยวกับการประมูลดังกล่าว
ย้อนกลับไปดูช่วงของการประมูลไอพีพีที่ผ่านมาล่าสุด(ครั้งที่ 3) กระทรวงพลังงานซึ่งเป็นฝ่ายนโยบาย กำหนดเป้าหมายการรับซื้อไฟฟ้าเอาไว้ 5,400เมกะวัตต์ โดยให้ กกพ.หรือเรกูเลเตอร์ เป็นผู้รับไปดำเนินการ มีบริษัทซื้อซองประกวดราคาไปทั้งหมด 89 ราย แต่ยื่นซองประกวดราคาจำนวน 9 ซอง จาก 5 กลุ่มบริษัท คือ กลุ่มบริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ เอ็กโก กรุ๊ป ,บริษัท กัลฟ์ เพาเวอร์ เจนเนอร์เรชั่น จำกัด ,บริษัท โกลว์ พลังงาน จำกัด (มหาชน) ,บริษัท เนชั่นแนลเพาเวอร์ ซัพพลาย จำกัด (มหาชน) หรือเอ็นพีเอส และบริษัท อมตะ บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด
หนึ่งในตัวเก็ง คือบริษัทผลิตไฟฟ้าราชบุรี โฮลดิ้ง ซึ่งเป็นบริษัทลูกของกฟผ.ที่ลงทุนจ้างที่ปรึกษาเตรียมการประมูลหลายสิบล้านบาทนั้น ถอนตัวออกไปตั้งแต่แรก และผู้ที่ยื่นซองเข้ามาอย่างเอ็นพีเอส และอมตะ บี.กริม เพาเวอร์ ก็ไม่ผ่านคุณสมบัติแบบน่ากังขา ทำให้เค้กโรงไฟฟ้าแสนล้าน เหลือคู่แข่งเพียง 3 ราย คือ กลุ่มกัลฟ์ฯ,เอ็กโก กรุ๊ป,และ โกลว์ พลังงาน
ในที่สุด กลุ่มของบริษัทกัลฟ์ ซึ่งเสนอการมาจำนวน 2 สัญญา หรือ 2 พื้นที่ได้แก่ นิคมอุตสาหกรรมโรจนะ อำเภอปลวกแดง จังหวัดระยอง และนิคมอุตสาหกรรมเหมราช จังหวัดชลบุรี โดยทั้ง 2 พื้นที่ พื้นที่ละ2,500เมกะวัตต์ ก็ชนะคู่แข่งไปด้วยค่าไฟฟ้าต่ำสุด 4.2371 บาทต่อหน่วย ตามสูตรการคำนวณที่ค่อนข้างซับซ้อนเข้าใจยาก
กลุ่มคณะทำงานด้านธรรมาภิบาลของ วุฒิสภา ภายใต้การนำของนางสาว รสนา โตสิตระกูล ก็ตั้งเรื่องตรวจสอบเรื่องนี้ทำนองว่ามีการล็อกสเปคให้เอกชนรายเดียวได้ประโยชน์ และเรื่องยังค้างอยู่ที่ปปช.
วงในแง้มออกมาแล้วว่า งานนี้ คสช.เอาจริงและสั่งให้ตรวจสอบเรื่องนี้ แม้ว่าการล้มประมูลไอพีพี 5,000เมกะวัตต์ จะเป็นเรื่องที่ยากและกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน เพราะมีบริษัทใหญ่ของมิตซุย ร่วมถือหุ้นอยู่ด้วยก็ตาม
แว่วว่า คนที่ตั้งใจปัดฝุ่นเรื่องนี้ขึ้นมาใหม่ ภายใต้อำนาจพิเศษของ คสช. อยากจะให้มีการแบ่งเค้กก้อนนี้ ที่ไม่ควรจะให้เอกชนรายเดียวได้ไป เพราะเกี่ยวกับเรื่องของความมั่นคงทางด้านพลังงานไฟฟ้าของประเทศ ว่าอย่างน้อยควรจะมีสัก2,000เมกะวัตต์ ที่จะต้องแบ่งกลับคืนมาให้ผู้ผลิตไฟฟ้ารายอื่น ได้ประมูลแข่งขันกันอีกรอบ









