วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เมื่อจีนเชิญอินเดียเข้าร่วมประชุมเอเปค 2014

หลังจากเสร็จสิ้นมหกรรมฟุตบอลโลกที่บราซิล ก็มีการประชุมสุดยอดกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ที่สำคัญ

หรือกลุ่ม BRICS (Brazil, Russia, India, China และ South Africa) ครั้งที่ 6 ที่เมือง Fortaleza ประเทศบราซิล เมื่อวันที่ 14-16 ก.ค. 2557 ซึ่งงานนี้มีผู้นำของทั้ง 5 ประเทศเข้าร่วมครบ

ไฮไลต์ของการประชุม BRICS คือ การประกาศจัดตั้งธนาคารเพื่อการพัฒนา (BRIC Development Bank) และการจัดตั้งวงเงินสำรองฉุกเฉิน (Contingency Reserve Arrangement) แต่ที่น่าสนใจอีกประการคือ การพบกันเป็นครั้งแรกระหว่าง ปธน. สี จิ้นผิง ของจีน กับนายนเรนดรา โมดี นายกรัฐมนตรีของอินเดีย ซึ่งผู้นำจีนถึงกับประกาศกับบรรดาผู้สื่อข่าวว่า “เมื่ออินเดียกับจีนพบกัน ทั้งโลกต้องจับตามอง (When India and China meet, the whole world watches)”

ใช่แล้วครับ สิ่งที่ผู้นำสองประเทศนี้ตกลงกันย่อมกระเทือนต่อภูมิภาคเอเชียโดยตรง และต่อโลกด้วย และที่น่าสนใจยิ่งก็คือ ผู้นำจีนประกาศเชิญผู้นำอินเดียไปเข้าร่วมการประชุมเอเปคที่กรุงปักกิ่ง ระหว่างวันที่ 11-12 พ.ย. 2557 ซึ่งเท่ากับเป็นการเชิญแขก (ตัวจริงเสียงจริง) ตัดหน้าสหรัฐฯ ที่บอกว่าตนเองเป็นมหาอำนาจในแปซิฟิก งานนี้เรียกว่าทำเอาสหรัฐฯ เสียฟอร์มไปบ้าง

แต่วิธีคิดของจีนในเรื่องนี้น่าจะส่งสัญญาณให้เราได้คิดกันใน 4 ประเด็น คือ

(1) จีนเริ่มเล่นบทรุกแต่ฝ่ายเดียว (Unilateral action) ในเวทีพหุภาคีมากขึ้น ในเวทีเอเปคนั้น เป็นที่รู้กันในขณะนี้ว่า ยังไม่พร้อมขยายจำนวนสมาชิกใหม่ (เพราะยังไม่สามารถตกลงกันได้ว่าประเทศใดควรได้เข้ามาร่วมอีก) และก็ไม่มีธรรมเนียมอนุญาตให้ประเทศเจ้าภาพเชิญใครมาเป็นแขกพิเศษโดยยังไม่ได้หารือกับสมาชิกทั้งหมด ส่วนผู้สังเกตการณ์ก็มีเพียง 3 ราย คือ เลขาธิการอาเซียน เลขาธิการกลุ่มประเทศหมู่เกาะในแปซิฟิก (Pacific Islands Forum - PIF) และผู้แทนสภาความร่วมมือด้านเศรษฐกิจในแปซิฟิก (Pacific Economic Cooperation Council - PECC) ดังนั้น การดำเนินการของจีนแต่ฝ่ายเดียวในครั้งนี้จึงค่อนข้างมาแปลก โดยไม่แคร์ต่อแนวปฏิบัติหรือประเพณีที่ผ่าน ๆ มา ซึ่งปรกติจีนมักจะไม่นิยมหักด้ามพร้าด้วยเข่า สิ่งนี้เชื่อว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่เราจะเห็นจีนเล่นบทบาทเชิงรุกแต่ฝ่ายเดียวมากขึ้นในเวทีพหุภาคีอื่น ๆ ด้วย

(2) จีนไม่ได้เห็นความสำคัญของอาเซียนอีกต่อไป ผมเชื่อว่าจีนเข้าใจความเป็นมาของเอเปคและบทบาทของอาเซียนในการริเริ่มเอเปค แต่ในกรณีนี้จีนกำลังส่งสัญญาณว่า เมื่อสมาชิกอาเซียนบางประเทศมีปัญหากับจีนอย่างรุนแรงในเรื่องทะเลจีนใต้ จีนก็พร้อมที่จะหักหาญน้ำใจอาเซียน โดยไม่มาปรึกษาหารือ หรืออย่างน้อยบอกกล่าวอาเซียนให้ทราบล่วงหน้าก่อน และท่าทีของจีนต่ออาเซียนในอนาคตก็จะเป็นแบบไม่เกรงใจกันอีกต่อไปแล้ว ทั้ง ๆ ที่อาเซียนเป็นองค์กรแรกที่เชื้อเชิญให้จีนได้เข้ามามีพื้นที่ยืนปฏิสัมพันธ์กับประเทศอื่น ๆ ในเวทีต่าง ๆ ที่อาเซียนจัดประชุม หลังจากจีนเริ่มเปิดประเทศเมื่อ 4 ทศวรรษก่อน

(3) ในขณะที่สหรัฐฯ เล่นบทปรับดุลยภาพ (Re-balancing) ในเอเชีย-แปซิฟิก แต่จีนกลับใช้วิธีเลื่อนจุดศูนย์ถ่วง (re-gravitating) ของเอเปคให้ขึ้นฝั่งเอเชียเสียเลย สหรัฐฯ พยายามผลักดันสมาชิกเอเปคให้ทำความตกลงเขตการค้าเสรีที่เรียกว่า Trans-Pacific Partnership (TPP) ที่มีตลาดสหรัฐฯ เป็นตัวล่อ โดยตีกันจีน จีนก็เลยต้องหาพวกด้วยการหันมาสนับสนุนอาเซียนให้เร่งทำความตกลงเขตการค้าเสรีของประเทศอาเซียน + 6 ซึ่งหารือกันมานานแล้วและเปลี่ยนชื่อเป็น Regional Comprehensive Economic Partnership (RCEP) การดึงอินเดียเข้ามาร่วมในเอเปคก็อาจเป็นลูกเล่นอีกอันเพื่อช่วยจีนทางอ้อมในการทำให้การเจรจา TPP ช้าลงหรือไม่คืบหน้า เพราะการเข้าร่วมเขตการค้าเสรี TPP ของอินเดียย่อมไม่ง่าย ในขณะเดียวกัน จีนก็จะพยายามดึงอาเซียนและอินเดียให้เข้ามาตกลงในกรอบ RCEP ให้สำเร็จ ซึ่งก็เท่ากับปิดทาง TPP และทำให้จุดศูนย์ถ่วงของการรวมตัวทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเดินลึกเข้ามาในแผ่นดินใหญ่ของเอเชียแทน

(4) อินเดียยุคใหม่กำลังเป็นตัวแปรที่สำคัญแทนอาเซียนในเกมการเมืองระหว่างจีนกับญี่ปุ่น ทั้งจีนและญี่ปุ่นต่างมองข้ามอาเซียนไปสู่อินเดียแล้ว และพยายามจีบอินเดียภายใต้การนำของนายโมดี ซึ่งดูแล้วอาจจะอยู่ในตำแหน่งได้นานถึง 2 สมัย (10 ปี) ญี่ปุ่นเล่นบทนี้เร็วไปหน่อย นายกรัฐมนตรีอาเบะมาเป็นแขกเกียรติยศในงานวันฉลองอิสรภาพของอินเดีย และพบนายกรัฐมนตรี มานโมหัน สิงห์ ระหว่างการเยือนอย่างเป็นทางการเมื่อ 25-27 ม.ค. 2557 แต่แล้วรัฐบาลพรรคคองเกรสก็หมดอำนาจลง ในขณะที่จีนรอเวลาให้มีรัฐบาลใหม่ภายใต้การนำของนายโมดี ซึ่งหลังทราบผลการเลือกตั้งเมื่อ 16 พ.ค. นรม. จีน ลี่ เค่อเฉียง ก็เป็นผู้นำต่างชาติคนแรกที่โทรศัพท์มาแสดงความยินดีกับนายโมดี ถัดมาในวันที่ 8 มิ.ย. นายหวัง ยี่ รมต. ต่างประเทศจีนก็เป็น รมต. ต่างประเทศคนแรกที่มาเยือนอินเดียพร้อมนำสารเชิญผู้นำอินเดียไปเยือนจีน ขณะนี้ก็มีข่าวว่า ปธน. สี จิ้นผิง จะมาเยือนอินเดียในเดือน ก.ย. 2557 สำหรับญี่ปุ่นตอนนี้ยังตามจีนไม่ทัน เดิมนายโมดีรับปากกับนายอาเบะ ว่าญี่ปุ่นจะเป็นประเทศแรกที่นายโมดีจะเดินทางไปเยือน แต่แล้วนายโมดีก็ไปเยือนประเทศภูฏานก่อน แถมยังไปพบผู้นำจีนในการประชุม BRICS อีก และมีข่าวว่าจะไปพบ ปธน. โอบามา ในเดือน ก.ย. 2557 ส่วนกำหนดการเยือนญี่ปุ่นอาจต้องรอถึงเดือน ก.ย. 2557

สิ่งที่น่าจับตามองต่อไปในเกมนี้ก็คือ หากจีนสามารถชวนอินเดียให้เข้ามาร่วมจัดตั้งกองทุนเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในเอเชีย (Asian Infrastructure Development Fund - AIDF) ได้สำเร็จก็เท่ากับลดบทบาทของ ADB และญี่ปุ่นลงไป เพราะ AIDF จะกลายมาเป็นแหล่งเงินกู้ทางเลือกใหม่สำหรับประเทศในเอเชียที่พร้อมจะหันไปหาจีนแทนญี่ปุ่น

ก็ต้องคอยดูว่า ญี่ปุ่นจะแก้ลำจีนอย่างไร แต่ที่แน่ ๆ ตอนนี้ทั้งสามประเทศออกไปรำวงกันเองแล้ว โดยมีอาเซียนนั่งตบยุงดูอยู่อย่างเดียวดาย