วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

สร้างกลยุทธ์ทำกำไรจากฟิวเจอร์ส: เซียนโค่นเซียน 2

เมื่อเกิดตราสารใหม่ในตลาดที่นักลงทุนทั่วไปยังงงอยู่ว่าจะกำหนดราคาอย่างไร คนที่ฉลาดกว่าย่อมได้เปรียบ

เมื่อตลาดซื้อขายล่วงหน้า Kansas สร้างสัญญาฟิวเจอร์สโดยใช้ดัชนี Value Line เป็นสินทรัพย์มูลฐาน อาจารย์ Jay Ritter เห็นโอกาสจากการที่ดัชนีนี้ใช้หุ้นขนาดเล็กราว 1,600 หุ้นในการคำนวณ และหุ้นเหล่านี้จะได้รับผลกระทบจาก January Effect ค่อนข้างมาก ซึ่งแสดงว่าดัชนีและราคาฟิวเจอร์สจะต่ำกว่าความเป็นจริงในช่วงปลายธันวาคม กลยุทธ์ของเขาคือการซื้อฟิวเจอร์สในช่วงเดือนธันวาคมและปิดสัญญาในเดือนมกราคม

อย่างไรก็ตามการซื้อสัญญาฟิวเจอร์สยังขึ้นกับสภาพคล่องของตลาดด้วย ดังนั้นในทางปฏิบัติ เขาจะซื้อสัญญาที่จะหมดอายุเดือนมีนาคมปีหน้า (ซึ่งเป็นสัญญาที่ใกล้เดือนธันวาคมที่สุด) ในเดือนธันวาคมปีนี้แทน เนื่องจากมีสภาพคล่องมากกว่า ซึ่งอาจารย์ Ritter ก็สร้างกำไรจากกลยุทธ์นี้ได้ในปี 1984 และ 1985

จนกระทั่งมาเจอโคตรเซียนเมื่อจะใช้กลยุทธ์นี้อีกครั้งในปี 1987

Fisher Black ปรมาจารย์ผู้ค้นพบสูตรกำหนดราคาออปชั่น Black-Scholes กำลังหากลยุทธ์ลงทุนให้กับ Goldman Sach ที่เขาเป็นที่ปรึกษาอยู่ Black เห็นโอกาสอีกด้านหนึ่งของดัชนี Value Line ซึ่งมีการคำนวณอัตราผลตอบแทนสะสมแบบค่าเฉลี่ยเรขาคณิต แทนที่จะเป็นแบบเลขคณิตตามดัชนีทั่วไป ซึ่ง Black ทราบว่าค่าเฉลี่ยเรขาคณิตนั้นจะน้อยกว่าค่าเฉลี่ยเลขคณิตเสมอ โดยเฉพาะเมื่ออัตราผลตอบแทนของดัชนีมีความผันผวนมากขึ้น เมื่อนักลงทุนกำหนดราคาฟิวเจอร์สโดยคิดแบบดัชนีที่คำนวณแบบค่าเฉลี่ยเลขคณิต ราคาฟิวเจอร์สย่อมสูงเกินความจริง ดังนั้นการขายฟิวเจอร์สและปิดสัญญาเมื่อราคาลดลงย่อมเป็นกลยุทธ์ที่ทำกำไรได้

และคู่สัญญาที่พร้อมจะทำการซื้อขายกับ Black ในปริมาณที่มากที่สุดคือ Ritter โดยที่ต่างฝ่ายต่างไม่รู้ว่าตนกำลังเทรดกับใคร

ในปี 1986 และ 1987 กลยุทธ์ของ Ritter กลับทำให้เขาขาดทุนอย่างมหาศาล และมาถึงบางอ้อเมื่อ Eytan and Harpaz (1986) ตีพิมพ์งานวิจัยสูตรกำหนดราคาฟิวเจอร์ส Value Line ที่ถูกต้อง ซึ่งมีการกำหนดอัตราผลตอบแทนแบบเรขาคณิตแล้ว

ในประเทศไทย จะมีโอกาสการทำกำไรจากการที่นักลงทุนคนอื่นรู้น้อยกว่าเราหรือไม่