ไม่ว่าวงการใดก็มักจะมีมุมมืดแอบแฝงอยู่เสมอ แม้สังคมของอาจารย์ก็ไม่เว้น
วันที่ 8 กรกฎาคม ที่ผ่านมานิตยสารวิชาการฉบับหนึ่งของอังกฤษ ได้ประกาศถอดถอนบทความที่ได้ตีพิมพ์ไปแล้ว ซึ่งปกติเรื่องอย่างนี้ ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ แต่ประเด็นที่ทำให้ฮือฮากันมากยิ่งขึ้นก็คือ บทความที่ถูกถอดถอนนั้นไม่ใช่เพียงบทความเดียว แต่มีมากถึง60 บทความด้วยกัน ซึ่งตีพิมพ์ช่วงเวลา 4 ปี ระหว่างปี 2010-2013
ครูบาอาจารย์ในมหาวิทยาลัยนั้น นอกจากจะต้องสอนหนังสือแล้ว ยังต้องมีผลงานวิจัยที่ได้รับการตีพิมพ์ในนิตยสารวิชาการอีกด้วยใครที่ได้รับการตีพิมพ์หลายบทความ ในนิตยสารวิชาการที่มีชื่อเสียงมากๆ และถ้าหาก มีนักวิชาการอื่นนำไปอ้างอิงเป็นจำนวนมากอีกด้วย ผู้เขียนก็จะได้รับการยกย่องว่าเป็นนักวิชาการชั้นนำ
ความสำเร็จในวิชาชีพนี้ เขาวัดกันอย่างนี้แหละครับคนที่สอนหนังสือดีอย่างเดียว แม้จะเป็นที่รักของนักศึกษา แต่ถ้าไม่มีผลงานวิจัยดีๆตีพิมพ์อย่างต่อเนื่อง ชื่อเสียงก็ไม่กว้างขวางและตำแหน่งทางวิชาการก็จะตีบตัน
การตัดสินใจว่าจะลงพิมพ์บทความใดนั้น บรรณาธิการจะส่งบทความไปให้ผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาเดียวกันอ่านและให้คะแนน(Peer Review) ซึ่งต้องใช้เวลานานพอสมควร นอกจากนั้น แม้เมื่อได้รับการยอมรับจากผู้ทรงคุณวุฒิแล้ว ก็ยังต้องรอคิวการตีพิมพ์อีกนานเพราะนิตยสารวิชาการมักออกรายไตรมาส และฉบับหนึ่งก็ตีพิมพ์บทความได้จำนวนจำกัดเท่านั้นแต่ถ้าผู้เขียนบทความฉบับใดได้รับการตอบรับอย่างเป็นทางการ ว่าบทความจะได้รับการตีพิมพ์อย่างแน่นอน ก็ถือว่าได้รับเครดิตทางวิชาการแล้ว
นิตยสารที่เป็นข่าวนี้มีชื่อว่าJournal of Vibration and Controlซึ่งตีพิมพ์บทความทางวิทยาศาสตร์ เกี่ยวกับศาสตร์ของ “เสียง” (Acoustics) และนิตยสารฉบับนี้ตีพิมพ์เฉพาะบทความที่ผ่านความเห็นชอบแล้วจาก Peer Reviewers ที่มีความเป็นอิสระอย่างน้อยสองคน เท่านั้น
เรื่องราวฉาวโฉ่ที่ถูกเปิดเผยขึ้นก็คือรศ. ปีเตอร์ เชนอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญวิชา Computer Science จากมหาวิทยาลัยNational Pingtung University of Educationในประเทศไต้หวันถูกระบุว่าเป็นผู้ใช้วิธีการอันแยบยล ปลอมแปลงบุคคลที่ทำหน้าที่ Peer Reviewers บทความของเขา และยังปลอมอีเมล์ต่างๆที่เกี่ยวข้องอีกถึง 130 ฉบับบางครั้งเขาเป็นคนเขียน Review บทความของเขาเองด้วยซ้ำไป โดยปลอมชื่อเป็นผู้ทรงคุณวุฒิคนอื่น วิธีการอันแยบยล ทำให้บทความของเขาจำนวนมาก ได้รับการประเมินในระดับที่ดี จนได้รับการตีพิมพ์ไปแล้วมากมาย
นอกจากนั้น เขายังใจกว้าง ใช้วิธีการแบบเดียวกัน ให้บทความของเพื่อนนักวิชาการในมหาวิทยาลัยเดียวกันที่ไต้หวัน ได้รับการตีพิมพ์อีกด้วยแหล่งข่าวไม่ได้เปิดเผยรายละเอียด และไม่มีใครทราบว่าการปลอมแปลงใหญ่โตขนาดนี้ เกิดขึ้นมาเป็นเวลานาน โดยไม่ถูกค้นพบได้อย่างไร บรรณาธิการ (ซึ่งลาออกไปแล้ว) มีส่วนรู้เห็นหรือไม่
หลังการสอบสวนอย่างละเอียด นิตยสารก็ได้ตัดสินใจประกาศถอดถอนบทความทุกฉบับ ที่พบว่ามีชื่อผู้เขียนหรือชื่อผู้ Reviewอย่างน้อยหนึ่งคนเข้าไปพัวพันกับขบวนการนี้ จึงทำให้การถอดถอนบทความที่ตีพิมพ์ไปแล้วมีมากถึง 60 ฉบับส่วนรศ.ปีเตอร์ เชนนั้นได้ลาออกจากมหาวิทยาลัยที่ไต้หวันไปแล้วเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาผมยังนึกไม่ออกว่า จะมีมหาวิทยาลัยที่ไหน ยินดีต้อนรับเขาอีก(อย่ามาป้วนเปี้ยนให้เห็นหน้า ในประเทศไทยนะครับ!)
เรื่องราวไม่จบเพียงแค่นั้นแต่ลามปามไปถึงคนระดับรัฐมนตรีของไต้หวันด้วย เพราะว่าใน 60 บทความนั้น มีอยู่ 5 บทความที่เขียนโดย ซี ดับลิว เชน นักวิชาการคู่แฝดของ ปีเตอร์ เชน และเป็นบทความที่มีชื่อของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ “เจียง เว ลิงก์”ร่วมเขียนด้วย โดยใช้วิธีปลอมแปลงคล้ายกัน เพื่อให้บทความได้รับการตีพิมพ์
ถึงแม้พี่น้องตระกูลเชน จะออกมาปกป้องรัฐมนตรี (ซึ่งเคยเป็นอาจารย์ของ ซี ดับลิว เชน มาก่อน) โดยให้สัมภาษณ์ว่า พวกเขาเป็นผู้ใส่ชื่อของรัฐมนตรีลงไปเอง โดยที่รัฐมนตรีไม่ได้ร่วมรู้เห็นด้วย แต่กระแสก็รุนแรงมาก จนเมื่อวันที่ 14 ก.ค.ที่ผ่านมา นายเจียง ก็ต้องประกาศลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เรียกว่าเรื่องนี้สั่นสะเทือนวงการศึกษาของไต้หวันเป็นอย่างมากเลยทีเดียว
คนระดับนักวิชาการของประเทศที่พัฒนาแล้ว ควรจะเป็นตัวอย่างที่ดี กลับใช้วิธีการโกงอันแยบยลเพื่อสร้างผลงานให้ตนเองเรื่องอย่างนี้ควรเป็นอุทาหรณ์ ให้แก่วงวิชาการบ้านเรา (ซึ่งก็เคยมีเรื่องฉาวโฉ่ประเภทแอบคัดลอกผลงานผู้อื่นมาเป็นของตนเอง) เนื่องจากเรามีโครงการปริญญาเอกเกิดขึ้นหลายแห่งและมีนิตยสารวิชาการเกิดใหม่หลายฉบับ จึงควรจะต้องเริ่มจับตามองกันแล้ว ว่าพัฒนาการในการโกงผลงานวิชาการและนิตยสารวิชาการ จะพัฒนาต่อไปอย่างไร
นิตยสารวิชาการคุณภาพสูงของบ้านเรานั้น ยังมีจำนวนน้อยนิตยสารบางฉบับเพิ่งเกิดขึ้นมาไม่นานเพื่อเป็นหน้าตาของมหาวิทยาลัย รวมทั้งเป็นที่รองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นอันเนื่องจากมีนักศึกษาปริญญาเอกโครงการใหม่ๆ ที่จะต้องมีผลงานตีพิมพ์เพื่อให้สำเร็จการศึกษา แม้นิตยสารแต่ละฉบับจะได้รับการรับรอง และมีชื่อนักวิชาการระดับ ศ. หรือ รศ. ประจำกองบรรณาธิการ รวมทั้งมีรายชื่อนักวิชาการ หลายคนทำหน้าที่ Peer Reviewers แต่คุณภาพจริงๆจะเป็นเช่นใด ก็อยู่ที่ความจริงจังของกองบรรณาธิการแต่ละฉบับ
ผมจึงขอฝากผู้ที่เกี่ยวข้อง โปรดใช้ความรอบคอบและตรวจสอบให้ดี อย่าปล่อยให้เรื่องฉาวโฉ่ทำนองนี้ เกิดขึ้นได้
แต่มาคิดอีกที เราอาจจะไม่ต้องห่วงมากนักก็ได้ เพราะเมื่อสองสัปดาห์ก่อน นักศึกษาไทยได้เผยแพร่คลิปอาจารย์สาวมหาวิทยาลัยของรัฐ ทางภาคอีสานแห่งหนึ่ง เสนอให้คะแนนพิเศษแก่นักศึกษาที่ซื้อสินค้าจากร้านสะดวกซื้อเยอะๆ แล้วเอาแสตมป์ไปให้อาจารย์ เพื่อเป็นการแลกเกรดและเธอยังถูกกล่าวหาว่าพานักศึกษาไปดูงานที่เวียดนาม ให้นักศึกษาซื้อชุดเครื่องแก้วมาให้เธอ เป็นการแลกเกรดอีกด้วย
ข้อเท็จจริงจะเป็นอย่างไรก็ตาม แต่อาจารย์สาวคนนี้ โกรธมากที่ถูกนักศึกษากล่าวหาเช่นนั้น จึงเรียกนักศึกษามาสั่งสอน และ “ด่า” ด้วยถ้อยคำภาษาตลาด ซึ่งไม่น่าจะออกมาจากปากของคนเป็นอาจารย์ระดับนี้ นักศึกษาจึงแอบอัดคลิปไว้ และเผยแพร่ทางยูทูป จนยากที่อาจารย์จะปฏิเสธถ้อยคำของตนเองได้
ถ้าอาจารย์ระดับอุดมศึกษาของเราบางคน ยังใช้ปัญญาทำได้ประมาณเท่านี้ เราก็คงไม่ต้องห่วงหรอกครับว่าเธอจะคิดไกลไปถึงการปลอมแปลงบทความวิจัยยากๆ ไปลงนิตยสารวิชาการเพราะของที่ง่ายกว่านั้น คงน่าสนใจกว่าเยอะ
คิดแล้วเศร้าจัง!









