วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

อาชญากรรม อสังหาฯ และมูลค่าชีวิตของคุณ

เมื่อเร็วๆ นี้ในประเทศไทยของเราเอง ก็มีเรื่องสลดเกิดขึ้นคือเด็กหญิงคนหนึ่งถูกข่มขืนฆ่าบนรถไฟ

ชีวิตเด็กน้อยผู้นี้มีราคาเท่าไหร่ อันที่จริงชีวิตมนุษย์คนหนึ่งๆ นับว่าหาค่ามิได้ (Priceless) ซึ่งแปลว่าสูงจนไม่อาจประมาณค่าได้ และถือเป็นเรื่องอ่อนไหว เช่น ผมเองก็ถูกด่าทอเพียงผม post ใน FB ส่วนตัวว่าต่อไปต้องระวัง กลับมีคนตีความว่าผมไปซ้ำเติมพี่สาวเด็ก เด็กไม่ได้เสียชีวิตเพราะความประมาท เสียชีวิตเพราะโจร แต่หากไม่ประมาท ก็มีโอกาสรอด

แต่ในแง่การเงิน เราสามารถประเมินมูลค่าของชีวิตหนึ่งๆ โดยในสหรัฐอเมริกา เป็นเงินประมาณ 5 ล้านดอลลาร์ หรือ 150 ล้านบาทโดยประมาณ บางสำนักวิเคราะห์ว่าปีหนึ่งๆ ชีวิตของคนอเมริกามีค่าเท่ากับ 129,000 ดอลลาร์ หรือ 3.87 ล้านบาท ดังนั้น อัตราผลตอบแทนในการลงทุนมนุษย์คนหนึ่งจึงเป็นประมาณ 2.5% ต่อปี ซึ่งเป็นอัตราที่ต่ำมาก เพราะชีวิตเป็นสิ่งที่ยืนยาว มั่นคงและมีค่าสูง

ถ้าคิดง่ายๆ ว่าค่ารักษาพยาบาลของชาวอเมริกันสูงกว่าไทย 10 เท่า ก็แสดงว่ามูลค่าชีวิตของคนไทยเฉลี่ยเป็นเงิน 15 ล้านบาทซึ่งน่าจะสูงมาก ในอีกแง่หนึ่งหากตั้งสมมติฐานว่ารายได้เฉลี่ยของประชากรในวัยทำงาน (สมมติเฉลี่ยที่ 30 ปี) เป็นเงินเดือนละ 30,000 บาท หากมีภาระภาษี 10% มีอัตราผลตอบแทน 3% ตามดอกเบี้ยเงินฝาก มีโอกาสที่รายได้สุทธิจะเพิ่มขึ้น 2.5% ต่อปี มีความเสี่ยงปีละ 2% (คิดจากค่าเสื่อม 50 ปี) และมีระยะเวลาในการทำงาน 30 ปี ก็จะสามารถคำนวณมูลค่าได้เป็นเงิน 6.8 ล้านบาท ซึ่งใกล้เคียงกับตัวเลข 7.5 ล้านบาทที่เป็นค่าทดแทนมูลค่าชีวิตของผู้สูญเสียเนื่องจากความไม่สงบทางการเมือง และอาจเทียบเคียงกับมูลค่าชีวิตเฉลี่ยที่ 17.87 ล้านบาท จากสมาชิกครอบครัวเฉลี่ย 3 คน หรือคนละ 6 ล้านบาท

เมื่อพิจารณาถึงความเสี่ยงโดยเปรียบเทียบระหว่างประเทศนั้น ค่าความเสี่ยงอาจแตกต่างกัน เช่น สิงคโปร์อาจมีความเสี่ยงเป็น 0% ส่วนไทยได้เท่ากับ 2.4% แสดงว่ามีความเสี่ยงสูงกว่า แต่หากเป็นเวียดนาม ความเสี่ยงอาจสูงถึง 8.25% การที่ประเทศมีความเสี่ยงสูง โอกาสที่เราจะเข้าไปลงทุนแล้วจะถอนทุนออกมา จึงมีจำกัด มีความเสี่ยง ประเทศที่มีความเสี่ยงสูงมากๆ มูลค่าของคน สัตว์ สิ่งของ และอสังหาริมทรัพย์ ก็จะต่ำลงตามลำดับ ในทางตรงกันข้ามประเทศที่มีความเสี่ยงต่ำ ก็จะทำให้มูลค่าของคน สัตว์ สิ่งของ และอสังหาริมทรัพย์สูงขึ้น

ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นอย่างหนึ่งก็คือฆาตกรรม ส่วนมากประเทศที่มีการฆาตกรรมสูงมักอยู่ในแอฟริกา อเมริกากลางและอเมริกาใต้ เช่น เอลซัลวาดอร์ มีการฆ่ากันตายถึงประมาณ 70 คนต่อประชากร 100,000 คน เมียนมาร์ก็มี 15 คน กัมพูชา 7 คน ในขณะที่ไทยมีเพียง 5 คน ทั้งนี้ เป็นข้อมูลปี 2554 ส่วนปี 2552 มีสูงกว่าคือ 6 คน แสดงว่าประเทศไทยของเรามีความสงบสุขพอสมควร ถ้าเราอยู่ในประเทศที่มีอัตราฆาตกรรมสูง อัตราการโจรกรรมหรือแม้แต่ลักเล็กขโมยน้อยสูง ความเสี่ยงก็จะสูงตามไปด้วย

ความสงบสุขของประเทศชาติของเรายังดูได้จากอัตราการฆ่าตัวตาย ซึ่งในหลายประเทศมีความเครียดจัด และฆ่าตัวตายสูง ทำให้สังคมไม่น่าอยู่ คนไทยก็รู้สึกว่าอัตราการฆ่าตัวตายสูงขึ้น แต่นั่นเป็นเพียงความรู้สึก แต่ในความเป็นจริง อัตราการฆ่าตัวตายในประเทศไทย กลับลดลงตามลำดับ โดยพบว่าในปี 2554 มีคนฆ่าตัวตาย 3,873 คน แต่หากคิดเป็นรายวันก็เท่ากับมีการฆ่าตัวตายวันละ 10 ราย แต่อย่าลืมว่าประชากรไทยมีอยู่ 65 ล้านคน ในเชิงเปรียบเทียบจะพบว่าประเทศที่เจริญๆ มักมีอัตราการฆ่าตัวตายสูง เช่น เกาหลีใต้ 28.1 คนต่อประชากร 100,000 คน สิงคโปร์ 10.3 คน ไทย 6.1 คน และกัมพูชา 4.6 คน

อย่างปัญหาอาชญากรรมทางเพศนั้น ส่วนหนึ่งเกิดจากปัญหายาเสพติด ส่วนเรื่องการแต่งตัวโป๊ อาจเป็นเหตุรอง ดังที่ฝรั่งเองก็มีคำพูดว่า "Real men don't rape; real women don't expose their bodies" และปัญหายาเสพติดก็เกิดเพราะการทุจริตและประพฤติมิชอบในอีกชั้นหนึ่ง จากการวิเคราะห์ความสัมพันธ์เชิงตัวแปรระหว่างดัชนีการทุจริต (CPI: Corruption Perceptions Index) กับรายได้ประชาชาติต่อหัว (GDP per capita : Gross Domestic Products per capita) พบว่า มีความสัมพันธ์เชิงตัวแปรอยู่พอสมควรโดยค่า R Square ซึ่งเป็นค่าทางสถิติที่แสดงความสัมพันธ์เชิงตัวแปรทั้งสองตัวแปร ได้ค่า 0.6756 ในปี 2553 และทั้งหมดอยู่ระหว่าง 0.6483 (ในปี พ.ศ. 2552) ถึง 0.7491 ในปี พ.ศ. 2545 และมีจำนวนประเทศในการวิเคราะห์ระหว่าง 81 - 175 ประเทศ

จะสังเกตได้ว่าประเทศที่ยากจนมักมีการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการมากกว่า โดยเห็นได้ชัดระหว่างสิงคโปร์ และมาเลเซียที่เศรษฐกิจดีและมีความโปร่งใสมากกว่าไทย ส่วนในอีกด้านหนึ่งเมียนมาร์ อินโดนีเซีย ก็มีเศรษฐกิจที่ด้อยกว่าและมีความโปร่งใสน้อยกว่าหรืออีกนัยหนึ่งทุจริตมากกว่า นั่นเอง หากประเทศไทยจะพัฒนาต่อไปต้องรักษาความโปร่งใสให้ดีที่สุด เพื่อเป็นปัจจัยสำคัญในการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ เพราะคงหานักลงทุนที่จะลงทุนในประเทศที่มีการโกงกันสะบั้นหั่นแหลกไม่ได้ และเมื่อมีการลงทุนเพิ่มเติม เศรษฐกิจและอสังหาริมทรัพย์ไทยก็จะดีขึ้นตามลำดับ

ในสังคมแห่งการเอารัดเอาเปรียบที่ "รวยกระจุก จนกระจาย" อาชญากรรมและความรุนแรงเป็นผลพวงของความยากจน ประชาชนจึงต่าง "ปากกัดตีนถีบ" พ่อแม่ก็ไม่ค่อยได้ดูแลลูก จนบางครั้งก็ "ด้านได้อายอด" กระทั่งทำผิดบาปเมื่อเทียบกับ "คนดี" ผู้มีอันจะกินที่สุขสบายไม่ต้องดิ้นรน การใช้ยาเสพติด การ "หากินแนวนอน" ตลอดจนการโชว์เนื้อหนังมังสา ก็เพื่อบำบัดความขาดแคลน แต่เป็นการกดขี่ทางเพศ ทำให้หญิงกลายเป็นแค่เครื่องบำบัดความใคร่

ชายในประเทศด้อยพัฒนากว่าโดยเฉพาะที่ยากจน และเป็นปุถุชนที่ถูกจับได้ว่ากระทำความผิดโดยเฉพาะอย่างยิ่งความผิดทางเพศ จะถูกประณามด้วยความโกรธแค้นจากสังคม ยิ่งหากเสพยา ก็ยิ่งถูกประณามหนักข้อยิ่งขึ้น แต่สังคมก็ไม่ค่อยกล้าไปตอแยกับคนรวยหรือผู้มีอิทธิพลที่กระทำผิดมากนัก และส่วนมากมักกลายเป็นคลื่นกระทบฝั่งไปในที่สุด เงินไขกุญแจได้ทุกดอก ด้วยเหตุนี้เองการทุจริตและประพฤติมิชอบจึงกระจายไปทุกหย่อมหญ้า

ในเชิงโครงสร้าง วิธีช่วยเหลือประชาชนให้มั่นคงปลอดภัยก็คือ การพัฒนาเศรษฐกิจที่ให้ประชาชนลืมตาอ้าปากได้ โดยการจัดสรรทรัพยากร ทุน และภาษีอย่างเป็นธรรม เช่น งบประมาณปี 2557 ของไทยมีมูลค่า 2.5 ล้านล้านบาทนั้น เป็นของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงมนุษย์เพียง 10,385 ล้านบาท ถ้าเรามีงบประมาณจัดสวัสดิการและความปลอดภัยในสังคมเพียงพอ สังคมคงน่าอยู่กว่านี้ นอกจากนี้ยังมีคนเข้าใจว่าคนรวยเสียภาษีมากกว่าคนจน แต่คนรวยจำนวนน้อยนิดที่เสียภาษีต่อหัวสูงกว่าคนจนนั้นได้ผ่านการเลี่ยงภาษีมาอย่างหมดจดแล้ว แต่คนจนที่มีจำนวนอันไพศาลเสียภาษีทางอ้อมมหาศาลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้มาหล่อเลี้ยงประเทศ

ถ้าประชาชนมีฐานะความเป็นอยู่ดีขึ้นโดยเฉพาะจากการค้าขาย อุตสาหกรรม การส่งออก การท่องเที่ยว การเกษตรและอื่นๆ โจรผู้ร้ายก็จะลดลง สังคมก็จะผาสุก แต่ถ้าบ้านเมืองเรายากจนลง ไม่มีใครคบค้า ถูกกีดกัน ประเทศชาติก็จะยิ่งเสื่อมทรุดลง ดูอย่างเมียนมาร์ที่ปิดประเทศไปหลายสิบปี กลับกลายเป็นประเทศยากจนที่สุดประเทศหนึ่ง อสังหาริมทรัพย์มีราคาต่ำลง ทั้งที่เคยรุ่งเรืองกว่าประเทศไทยเมื่อ 60 ปีที่แล้ว