นับเนื่องมาจากอดีต เวลา ได้ถูกพิจารณาในหลากหลายมิติ เฮราคลิตุส นักปรัชญาชาวกรีก
ได้เอ่ยไว้ว่า “เราไม่อาจข้ามแม่น้ำสายเดียวได้เป็นครั้งที่สอง” มหาภารตะยุทธของอินเดีย ได้กล่าวไว้ว่า “กาลเวลาเป็นผู้สร้าง กาลเวลาเป็นผู้ทำลาย…กาลเวลาเท่านั้นที่ยืนยงคงยศในเมื่อทุกสิ่งทุกอย่างล้มล่มปัจจุบัน อดีต และอนาคต อันอุดม ล้วนเป็นลูกของกาลเวลา” ส่วน มาร์เกซได้รำพึงผ่านวาทะของชาวคาตาโลเนียใน "หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว" ไว้ว่า “อดีตเป็นเรื่องหลอกลวง ความทรงจำเป็นสิ่งที่ไม่อาจหวนคืนได้ ฤดูไม้ใบผลิทุกปีที่ผ่านไปไม่อาจกลับคืนมาอีก กระทั่งความรักที่อิสระและมั่นคงที่สุดก็เป็นเพียงความจริงที่ไม่จีรังยั่งยืนในบั้นปลาย”
แม้ว่า “เวลา” จะถูกพิจารณาในหลายมิติแต่ก็มีคุณลักษณะร่วมของการไหลเลื่อนไปพร้อมๆ กับความเปลี่ยนแปลงอันไม่อาจยึดกุมหรือทำให้ย้อนกลับคืนมาได้มนุษย์ ในยุคสมัยใหม่มองว่า “เวลา” ของมนุษย์ยุคก่อนสมัยใหม่ มีลักษณะแบบ concrete กล่าวคือเวลาไม่ได้ถูกกำหนดหรือถูกจัดแบ่งส่วนสัดอย่างเป็นสากลทั่วไป แต่เวลาถูกจัดแบ่งตามจังหวะของกิจกรรมต่างๆ เช่น จัดแบ่งเป็นฤดูกาลตามกิจกรรมการเพาะปลูก มีเพียงในยุคสมัยใหม่เท่านั้นที่ “เวลา” ถูกพิจารณาแบบ abstract ที่มีการกำหนดสัดส่วนชัดเจนและมีลักษณะเป็นสากลเช่น 60 วินาทีเป็นหนึ่งนาที 60 นาทีเป็นหนึ่งชั่วโมง 24 ชั่วโมงเป็นหนึ่งวัน เวลาในยุคสมัยใหม่จึงสะท้อนให้เห็นเด่นชัดผ่านการเคลื่อนไปของเข็มนาฬิกา
สำหรับระบบทุนนิยมซึ่งก้าวรุดหน้าพร้อมๆ ไปกับยุคสมัยใหม่นั้น “เวลา” มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งอดัม สมิธ บิดาของเศรษฐศาสตร์ให้ความสำคัญกับการแบ่งงานกันทำเพื่อย่นย่อเวลาในการผลิตนักวิพากษ์สังคมอย่าง มาร์กซ์ ศึกษากระบวนการสะสมทุนในระบบทุนนิยมและมองว่า “เวลา” เป็นสิ่งสำคัญต่อการสร้างและการขูดรีดเอามูลค่าส่วนเกินจากแรงงานผ่านกรรมวิธีนานัปการของทุนไล่เรียงไปตั้งแต่การยืดเวลาการทำงานให้ยาวนานออกไป การหดเวลาการทำงานให้สั้นลงด้วยการเร่งจังหวะการผลิตผ่านสายพานการผลิตแม้ว่าในช่วงเวลาของการทำงานมนุษย์ในฐานะแรงงานจะไม่สามารถควบคุมเวลาของตนเองได้อย่างอิสระ แต่อย่างน้อยเวลาที่เหลือก็ยังตกอยู่ใต้การควบคุมของแรงงาน กล่าวคือ เวลาถูกจัดแบ่งเป็น ช่วงเวลาของการทำงานและช่วงเวลาที่ไม่ได้ทำงานมนุษย์จึงให้ความสำคัญและทุ่มเทกับการจัดสรรเวลาที่เหลืออยู่สำหรับการพักผ่อนและใช้เวลาว่างทำกิจกรรมต่างๆ จนนักคิดหลายคนกล่าวอย่างมั่นใจว่า “เวลานั้นเป็นหนทางแห่งการพัฒนามนุษย์” มนุษย์จึงต่อสู้เพื่อให้ได้เป็นนายของเวลา
นักสังคมวิทยาอย่าง Lefebvre ชี้ให้เห็นถึงมายาคติของเส้นแบ่งที่รางเลือนของเวลาทำงานกับเวลาพักผ่อนของมนุษย์ในยุคสมัยใหม่ผ่านการควบคุมเวลาในชีวิตประจำ ช่วงเวลาทำงานแรงงานทำหน้าที่เป็นผู้ผลิตและถูกควบคุมโดยนายจ้าง ช่วงเวลาของการพักผ่อนแรงงานกลับมาทำหน้าที่เป็นผู้บริโภคทว่า ช่วงเวลาดังกล่าวนี้กลับถูกควบคุมและจัดสรรปันส่วนกันโดยทุนผ่านสื่อบันเทิงและโฆษณานานาประเภท
ในยุคโลกาภิวัตน์ เวลาและพื้นที่ได้ถูกย่นย่อและอัดแน่นจนโลกที่กลมมนถูกขึงตึงให้แบนราบ ความแบนราบดังกล่าวไม่ได้สะท้อนให้เห็นถึงความแบนราบในเชิงภูมิศาสตร์แต่เป็นความแบนราบอันเนื่องมาจากการย่นย่อ ร้อยรัด และอัดแน่นของเวลาและสถานที่ที่ตัดข้ามพื้นที่เชิงภูมิศาสตร์ด้วยระบบโลจิสติกส์และการสื่อสารที่ล้ำหน้า
จังหวะเวลาและชีวิตของคนในยุคหลังสมัยใหม่ก้าวผ่านจากระบบสายพานการผลิตขนาดใหญ่เข้าสู่การผลิตแบบยืดหยุ่นพร้อมๆ ไปกับความก้าวหน้าของเทคโนโลยี ICT (Information and Communication Technology) ที่ทำให้เส้นแบ่งระหว่าง กลางวันและกลางคืน เวลาของการทำงานและการพักผ่อน พื้นที่สาธารณะและพื้นที่ส่วนตัวเลือนรางไป ชีวิตและการทำงานของแรงงานในยุคหลังสมัยใหม่ที่ผูกติดไปกับเทคโนโลยีสื่อสารอย่าง อินเทอร์เน็ตและสมาร์ทโฟนจึงสร้างให้เกิดจังหวะ “เวลา” แบบใหม่อย่างที่ นักสังคมวิทยาอย่าง Agger เรียกว่า “iTime”
ในยุคของ iTime ขณะที่ผู้บริโภคบริโภคสินค้าและบริการ ผู้บริโภคกลับกลายเป็นมีส่วนเป็นผู้ผลิตไปในเวลาเดียวกันแบบที่เรียกว่าเป็นProsumer (ที่เปลี่ยนจาก professional+ consumer ไปเป็น producer + consumer) หรือผู้บริโภคกึ่งผู้ผลิต
ขณะที่ผู้คนใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ อย่าง อีเมล์ ทวิตเตอร์ เฟซบุ๊ค ไลน์ และ อินสตาแกรม เป็นช่องทางในการติดต่อสื่อสารและสร้างอัตลักษณ์ของตนรวมถึงการบริโภค ผู้บริโภคเหล่านี้กลับทำหน้าที่เป็นผู้สร้างและผลิตข้อมูลข่าวสารซึ่งสะท้อนให้เห็นรสนิยม รูปแบบการบริโภค และการใช้ชีวิตของตนเอง กระทั่งเป็นผู้นำเสนอสินค้าและเผยแพร่โฆษณาและประชาสัมพันธ์ให้กับร้านค้าต่างๆ ผ่านการ “คลิก ไลค์ และฟอล์โลว์” ไปในเวลาเดียวกัน
“iTime”ไม่เพียงสร้างความหมายใหม่ให้กับเวลาแต่ยังสร้างจังหวะชีวิตแบบใหม่ให้กับผู้คนทำให้เวลาของการทำงานแทรกซ้อนเข้าไปในเวลาของการพักผ่อน เวลาของการบริโภคแทรกซ้อนเข้าไปในเวลาการผลิต ทำให้พื้นที่สาธารณะแทรกซ้อนเข้าไปในพื้นที่ส่วนตัว หรือทำให้พื้นที่ส่วนตัวแทรกซ้อนกลับไปในพื้นที่สาธารณะ แต่ยังทำให้พื้นที่ของผู้ผลิตและผู้บริโภคเชื่อมโยงและทับซ้อนกันการทับซ้อนดังกล่าวยังทำให้ยากที่จะชี้ชัดไปว่าใครกันแน่เป็นผู้ควบคุมเวลา จะเป็น “มนุษย์ ทุน หรือ แรงงาน” ยิ่งไปกว่านั้นiTimeยังทำให้เวลาที่มีการกำหนดสัดส่วนชัดเจนแบบ abstract ในยุคสมัยใหม่ลดบทบาทลง
แม้ว่ามนุษย์ในยุคหลังสมัยใหม่ยังคงต้องการยึดกุมและควบคุมเวลาเช่นเดียวกับมนุษย์ในอดีตแต่จังหวะชีวิตแบบใหม่ที่มาพร้อมกับโอกาสและการครอบงำรูปแบบใหม่ก็ยังคงสะท้อนให้เห็นทวิลักษณะอันดูจะเป็นนิรันดร์ของเวลาซึ่งยังคงเลื่อนไหลไปอย่างยากที่จะยึดกุมเอาไว้ได้









