โศกนาฏกรรมเที่ยวบิน MH17 เหนือยูเครนตะวันออกที่คร่า 298 ชีวิตกำลังจะกลายเป็นวิกฤตการเมืองระหว่างประเทศ
โดยมีสหรัฐฯกับยุโรปยืนอยู่ข้างหนึ่ง และรัสเซียอีกข้างหนึ่ง
สหรัฐฯ ชี้นิ้วไปที่กลุ่มกบฏยูเครนที่หนุนหลังโดยรัสเซีย ว่าเป็นคนยิงขีปนาวุธจากพื้นสู่อากาศ (surface-to-air) SA-11 BUK ที่มาจากรัสเซีย
ประธานาธิบดี บารัก โอบามา บอกว่า รัสเซียเป็นคนส่งอาวุธและฝึกการใช้ให้กับกลุ่มกบฏยูเครน ที่ประกาศแยกตัวออกจากรัฐบาลกลางยูเครน จึงมีส่วนรับรู้การกระทำอันเลวร้ายครั้งนี้ และต้องร่วมรับผิดชอบ
เหตุการณ์ครั้งนี้ไม่เหมือนกรณี MH370 ที่หายไปอย่างไม่มีร่องรอยมากว่า 4เดือน ตรงที่ว่า ผู้โดยสารบน MH17 เป็นชาวดัชต์เสียหนึ่งในสาม (154 ในยอดรวม 298 คน) อีกทั้งยังมีชาวยุโรปเป็นจำนวนมากขณะที่บนเที่ยวบิน MH370 นั้นเป็นผู้โดยสารจีนส่วนใหญ่
รัฐบาลยุโรปรวมไปถึงออสเตรเลีย (มีผู้โดยสารบนเที่ยวบินนี้ 24 คน) จึงออกมาเรียกร้องให้มีการสอบสวนเพื่อหาผู้รับผิดชอบอย่างเข้มข้น
ทำให้ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯและยุโรปกับรัสเซีย กรณียูเครนยกระดับสูงขึ้นไปอีกชั้นหนึ่ง เพราะฝรั่งตายมาก และไม่มีคำอธิบายหลายประเด็นที่ต้องหาคำตอบให้ได้
เช่นประเด็นที่ว่าสายการบิน Malaysia Airlines ได้รับคำเตือนตั้งแต่เดือนเมษายนแล้วว่า ให้หลีกเลี่ยงบินเหนือน่านฟ้ายูเครนตะวันออกจริงหรือไม่?
ข่าวบอกว่าเส้นทางบินเหนือยูเครนตะวันออกต่ำกว่า 31,000 ฟุตนั้น ถูกห้ามมาหลายเดือนแล้ว แต่เจ้าหน้าที่รัฐบาลมาเลเซียยืนยันว่าความจริงไม่ใช่ วันที่เกิดเรื่องนั้น นักบินเที่ยวบิน MH17 ถูกสั่งให้บินในระดับ 33,000 ฟุต
และเที่ยวบินนี้บินออกนอกเส้นทางที่กำหนดเอาไว้ใช่หรือเปล่า?
รัฐบาลมาเลเซียยืนกรานว่า ไม่มีการบินออกนอกเส้นทาง แต่อีกบางกระแสก็อ้างว่านักบินไม่ได้บินตามเส้นทางที่ถูกกำหนด
กลุ่มคนที่ใช้ขีปนาวุธทันสมัยของรัสเซียเป็นใคร? และจริงหรือไม่ที่กบฏยูเครนทางตะวันออกยอมรับว่า คนของตน “สอย” เครื่องบินลำนี้จริง แต่ด้วยความเข้าใจผิด คิดว่าเป็นเครื่องบินทหารของฝ่ายรัฐบาลกลางยูเครนที่เป็นศัตรู?
หากนี่เป็นคำอธิบาย ถือว่าข้ออ้างนี้ฟังขึ้นหรือไม่?
บริเวณที่เกิดเหตุร้ายนี้อยู่ใต้การควบคุมของกลุ่มแยกดินแดน ที่ประกาศตนเป็น Donetsk People’s Republic ซึ่งต้องการจะผนวกเข้ากับรัสเซีย
ศึกสงครามระหว่างกลุ่มกบฏกับทหารของรัฐบาลกลางยูเครนสี่เดือนที่ผ่านมานั้น ทำให้คนเสียชีวิตไปแล้วไม่ต่ำกว่า 1,000 คน
และกบฏกลุ่มนี้ก็เคยอ้างว่าได้ยิงเครื่องบินขนส่ง และเฮลิคอปเตอร์ของรัฐบาลตกมาแล้ว อีกทั้งยังเพิ่งอ้างว่าได้ยิงเครื่องบินรบของฝ่ายรัฐบาลยูเครนด้วย จึงสันนิษฐานกันว่ากบฏกลุ่มเดียวกันนี้เป็นผู้ยิง MH17
ประเด็นใหญ่ขณะนี้ก็คือว่า คณะกรรมการสากลที่จะเข้าไปสำรวจจุดที่เกิดเหตุนั้นจะมาจากไหน หากสหประชาชาติแต่งตั้งคณะกรรมการ จะสามารถรับรองความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ ที่จะเข้าไปสำรวจตรวจสอบพื้นที่ซึ่งอยู่ใต้อิทธิพลของกลุ่มกบฏได้หรือไม่?
รัสเซียปฏิเสธส่วนพัวพันกับเรื่องนี้ จึงพยายามจะโยนความผิดกลับไปที่รัฐบาลกลางของยูเครน ที่มีสหรัฐฯและยุโรปตะวันตกหนุนหลังว่า เป็นผู้ไม่ยอมเลิกทำสงครามกับกลุ่มแยกดินแดน จึงทำให้เกิดเหตุร้ายนี้ขึ้นมา
ข่าวบอกว่ากลุ่มกบฏได้ “กล่องดำ” ของเครื่องบินแล้ว และส่งไปให้รัสเซีย ซึ่งก็จะยิ่งทำให้เกิดความสลับซับซ้อนกับการแก้ปัญหาเรื่องนี้
เพราะ “กล่องดำ” ซึ่งบันทึกรายละเอียดการทำงานของเครื่องบินก่อนเกิดเหตุการณ์นั้น ควรจะไปอยู่ในมือของคณะกรรมการสอบสวน ไม่ควรจะผ่านไปยังมือประเทศที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องก่อน เพราะอาจเกิดคำถามว่ามีการไปแก้ไขสัญญาณหรือเนื้อหาในกล่องดำหรือไม่
เจ้าหน้าที่ชุดแรกจาก OSCE (Organization for Security and Cooperation in Europe) หรือองค์กรเพื่อความมั่นคงและความร่วมมือในยุโรป ที่ไปถึงจุดที่เครื่องบินตกบอกว่ามีแรงกดดันมาจากกลุ่มติดอาวุธท้องถิ่น ที่ไม่ให้ความร่วมมือในการค้นหาศพและร่องรอยเพื่อการสอบสวน
ดังนั้น โศกนาฏกรรม MH17 กำลังจะทำให้การเมืองโลกร้อนระอุขึ้นมาอย่างปฏิเสธไม่ได้








