เชื่อว่าท่านผู้อ่านทุกท่านคงต้องมีช่วงเวลาในชีวิตที่มีความรู้สึกว่างานหรือสิ่งต่างๆ ที่ต้องทำในชีวิตจะเยอะ
และเต็มไปหมดมีความรู้สึกเหน็ดเหนื่อยกับงานต่างๆ ที่มีตลอดเวลา รู้สึกว่าเวลาที่มีอยู่ในหนึ่งวันนั้นไม่พอ และที่สำคัญคือยิ่งรู้สึกว่างานเยอะหรือยุ่งมากเท่าใด คุณภาพของงานที่ทำออกไปนั้นกลับแย่ลง
ยิ่งในยุคปัจจุบันที่เราจะมีโอกาสใหม่ๆ เข้ามาในชีวิตมากขึ้น ทำให้เรามักที่จะอดไม่ได้ที่จะเปิดรับต่อโอกาสเหล่านั้น และสุดท้ายการที่เราทำในหลายๆ สิ่งมากเกินไปแทนที่จะเป็นข้อดีกลับกลายเป็นข้อเสีย
มีหนังสือทางการจัดการที่ขายดีเล่มหนึ่งชื่อ Essentialism เขียนโดย Greg McKeown ที่ให้มุมมองที่น่าสนใจในการทำงานและใช้ชีวิตในปัจจุบันว่าแทนที่เราจะเปิดรับและทำในสิ่งต่างๆ มากขึ้น ถ้าเราตัดหรือลดในสิ่งที่ไม่ใช่หรือไม่จำเป็นออกไป และให้เหลือแต่เฉพาะแก่นที่สำคัญ (Essential) อาจจะทำให้ทั้งคุณภาพชีวิตของเราดีขึ้น หรือ คุณภาพงานของเราออกมาดีขึ้น
ปัญหาที่เกิดขึ้นกับพวกเราส่วนใหญ่ในปัจจุบันคือ เราพยายามที่ทำทุกอย่าง หรือ เป็นทุกอย่าง เราพยายามที่จะเปิดรับต่อโอกาสทุกๆ อย่างที่เข้ามา นอกจากนี้ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นสิ่งที่มีความสำคัญไปหมด ในขณะเดียวกันก็เป็นพวก Yes Person ที่ไม่สามารถตอบปฏิเสธผู้อื่นได้ไม่ว่าในเรื่องใดๆ ทำให้ งาน หรือ สิ่งต่างๆ ที่ต้องทำ ต้องรับผิดชอบมีเข้ามาตลอดเวลา จนทำให้เรารู้สึกว่าเราไม่สามารถควบคุมความสำเร็จหรือคุณภาพของงานได้ สุดท้ายทั้งตัวเราก็จะเกิดความเหน็ดเหนื่อย อ่อนล้า และทำให้งานไม่ได้คุณภาพตามที่ควรจะเป็น
หลักของ Essentialist นั้น ไม่ใช่การทำสิ่งต่างๆ ที่มากขึ้น แต่เป็นการทำในสิ่งที่ควรจะทำ หลักการนี้ไม่ใช่การทำน้อยลงเพื่อให้ได้ผลงานหรือผลผลิตน้อยลง แต่เป็นการเลือกทำในสิ่งที่ก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด และตัดในสิ่งที่ไม่จำเป็นหรือไม่ใช่ออกไป เสมือนกับเป็นการเลือกในสิ่งที่สำคัญเพียงไม่กี่อย่าง แทนที่จะทำในทุกๆ อย่าง
สำหรับท่านที่ทำงานดี ทำงานเก่ง และเป็นพวกหัวอ่อน ที่ปฏิเสธผู้อื่นไม่ค่อยเป็นนั้น มักจะเกิดปัญหาหนึ่งที่เรียกว่า Paradox of Success ท่านผู้อ่านลองดูว่าท่านเข้าสู่วัฏจักรหรือวงจรของ Paradox of Success หรือไม่ วงจรนี้มักจะเริ่มต้นจากทำเป็นผู้ที่มีเป้าหมายในการทำงานที่ชัดเจน มีการทำงานที่ดี จากนั้นเมื่อท่านทำงานจนประสบความสำเร็จ ท่านก็มักจะได้รับการยกย่องหรือมีชื่อเป็นพวกคนดี คนเก่งที่ทุกคนจะเดินเข้าไปหาเมื่อมีปัญหา เนื่องจากท่านจะสามารถช่วยเหลือเขาได้หรือให้คำแนะนำได้ นอกจากปัญหาที่ทุกคนนำมาปรึกษากับท่านแล้ว ก็ยังมีโอกาสต่างๆ ที่พุ่งมาหาท่าน เมื่อเรามีโอกาสต่างๆ มากขึ้น หรือ เมื่อผู้อื่นพึ่งพาท่านมากขึ้น ก็ทำให้ทั้งเวลาและพลังงานของท่านลดน้อยลง คิดง่ายๆ ก็คือ พลังงานและความพยายามของท่านจะถูกกระจายไปในสิ่งต่างๆ มากขึ้น สุดท้ายเมื่อเรามีสิ่งต่างๆ ที่ต้องทำมากขึ้น เราก็จะไม่ได้ทำในสิ่งที่เราเคยดี เราเคยเก่ง
เป็นไงครับ Paradox of Success ผมเชื่อว่าท่านผู้อ่านจำนวนมากก็กำลังประสบกับปัญหาของความสำเร็จนี้ มองง่ายๆ ก็คือ ความสำเร็จของเรากลับกลายเป็นปัจจัยที่ทำให้เราล้มเหลว ทั้งนี้ เนื่องจากความสำเร็จนำไปสู่โอกาส โอกาสทำให้เราทำในสิ่งต่างๆ มากขึ้น และเมื่อเราทำในหลายอย่างมากเกินไป เราก็ยากที่จะประสบความสำเร็จได้เหมือนในอดีต
มีหลายสาเหตุด้วยกันครับที่ทำให้เราเลือกที่จะทำในสิ่งต่างๆ มากเกินไป อาทิเช่น การมีทางเลือกต่างๆ ที่มากขึ้น ความกดดันหรือความต้องการทางสังคมที่เพิ่มขึ้น ความคิดที่เราว่าเราสามารถทำได้ทุกอย่างที่เราต้องการ ลองนึกภาพว่าเมื่อมีโอกาสและทางเลือกต่างๆ มากขึ้น เราก็มักจะพยายามทำให้ทุกกิจกรรมทุกอย่างที่เข้ามา สามารถเข้าไปอยู่ในตารางชีวิตของเราให้ได้ และปัญหาเหล่านี้ ไม่ได้เป็นเฉพาะระดับบุคคลเท่านั้น องค์กรจำนวนมากพยายามรณรงค์เรื่อง Work/Life Balance แต่ขณะเดียวกันก็คาดหวังให้สามารถติดต่อพนักงานของตนได้ทุกวันทุกเวลา
นอกจากนี้ ทุกๆ เรื่อง ทุกๆ อย่างที่ผ่านเข้ามาในชีวิตเรากลายเป็นสิ่งที่มีความสำคัญ หรือ Priorities ท่านผู้อ่านลองนึกถึงสิ่งสำคัญหรือเร่งด่วนที่ท่านต้องทำดูซิครับ ถ้าท่านนึกได้มากกว่าห้าประการ แสดงว่าสิ่งที่ท่านนึกขึ้นมานั้นไม่ใช่สิ่งที่สำคัญแล้วครับ คือถ้าทุกอย่างเป็นสิ่งที่สำคัญก็แสดงว่าไม่มีอะไรที่สำคัญเลย
ดังนั้น การตัดสินใจที่จะเลือกทำในสิ่งที่ก่อให้เกิดประโยชน์หรือคุณค่าจริงๆ จึงเป็นสิ่งที่สำคัญครับ และอย่าลืมว่าทุกท่านต้องเป็นผู้เลือกเองนะครับ เนื่องจากถ้าท่านไม่เลือก ก็จะมีผู้อื่นเลือกให้กับท่าน สุดท้ายชีวิตของท่านก็จะตกอยู่ภายใต้การบงการของผู้อื่นโดยที่ท่านไม่รู้ตัว









