วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เหนื่อยเท่าเดิมแต่ประสิทธิผลดีขึ้น

ทำงานลุยไปเรื่อยๆ กับทุกอย่างที่ขวางหน้าให้ผลดีได้เฉพาะเมื่อเรายังมีเรี่ยวแรงเหลือเฟือ ยังหนุ่มยังสาวกันอยู่

เมื่ออายุมากขึ้นหากยังใช้วิธีลุยทำงานไปเรื่อยๆ เหมือนเดิมก็มีแต่จะเหน็ดเหนื่อยมากขึ้น ยิ่งไปกว่านั้นการงานในวันนี้สลับซับซ้อนกว่าแต่ก่อนมาก งานง่ายๆ หาไม่ค่อยจะได้ งานยากมีให้เจอะเจอแทบทุกวัน

คำถามคือ เราจะทำอย่างไรที่จะให้เราเหนื่อยเท่าเดิม แต่ประสิทธิผลของงานที่ทำดีขึ้น คำตอบแบบกำปั้นทุบดินคือ ทำงานแบบลุยไปเรื่อยๆ ให้น้อยลง แต่วันนี้งานที่ต้องลุยปรับเปลี่ยนมีมากขึ้น ดังนั้น ต้องหาวิธีอื่นที่จะช่วยลดการลุยให้น้อยลง สังเกตดูดีๆ จะพบว่าเราต้องลุยงานจนเหน็ดเหนื่อยต่อเมื่อเราพบกับงานที่เราไม่เคยพบเจอมาก่อน งานเก่าที่คุ้นเคยนั้นไม่ต้องออกแรงอะไรมาก แต่งานใหม่ที่เพิ่งเคยพบเคยเห็นนั้นกลับมีเรื่องให้ลุยมากมายหลายอย่าง จะทำงานยากโดยลุยไม่มากก็ต้องมีเครือข่ายของผู้รู้ที่จะให้คำตอบสำหรับงานยากๆ ที่เพิ่งเคยพบเจอ ถามผู้รู้ไปเลยเมื่อไม่คุ้นเคยกับงานนั้น แต่ที่สำคัญคือต้องรู้ก่อนว่าจะถามขอความเห็นจากใคร จึงจะได้คำตอบที่เราใช้แก้ปัญหานั้นได้จริง การลุยเรื่องยากจะลดลงได้หากเรารู้จักผู้รู้ ผู้ที่เชี่ยวชาญเรื่องต่างๆ มากขึ้น

ถ้าอยากลดความเหนื่อยยากจากการลุยงานใหม่ ก็ต้องเริ่มเสาะหาและทำความรู้จักกับผู้รู้ ผู้เชี่ยวชาญไว้มากๆ พบเจอเรื่องใดต้องนึกได้ทันทีว่าเรื่องนั้นถ้าเราติดขัดทำอะไรไม่ได้ เราจะสอบถามผู้รู้ ผู้เชี่ยวชาญคนใดคนหนึ่งในเครือข่ายของเราได้ ถ้าจะให้ดีขึ้นไปอีกชั้นหนึ่งคือหากหาในเครือข่ายรอบตัวเราแล้วยังไม่พบผู้รู้ที่จะมาช่วยเราลดลุยได้นั้น ยังมีคนอื่นในเครือข่ายช่วยค้นหาข้ามไปยังเครือข่ายอื่นๆ ต่อไปด้วย ถ้าเป็นผู้บริหารก็ต้องรู้ว่างานยากแบบไหน ควรใช้ใคร เพราะใช้คนผิดงานไม่ใช่แค่ทำให้งานไม่สำเร็จ ยังทำให้ตัวคนสั่งการต้องเหน็ดเหนื่อยตามลุยแก้ไขอีกด้วย หัวหน้าที่เหนื่อยน้อยลง แต่ประสิทธิผลของงานดีขึ้นคือหัวหน้าที่รอบล้อมด้วยบริวารที่เป็นสุดยอดฝีมือมากมายหลายด้าน หัวหน้าที่มีบริวารเยอะพอกัน แต่ทำงานไม่ได้ประสิทธิผลคือหัวหน้าที่บริวารเก่งเรื่องเดียวกัน วันใดเจองานแปลกใหม่ บริวารทั้งหลายก็ช่วยอะไรไม่ค่อยจะได้ สุดท้ายก็กลับมาเป็นความเหนื่อยยากของหัวหน้าอีกจนได้

มีเครือข่ายผู้รู้อยู่รอบตัวช่วยลดการลุยเรื่องยากให้กับตัวเราได้ แต่จะได้ผลต่อเมื่อรู้จักวิธีขอความช่วยเหลือจากผู้รู้เหล่านั้น จะถือว่าเป็นหัวหน้าแล้วสั่งการให้ผู้รู้รอบตัวทำอย่างนั้นอย่างนี้ได้ตามชอบใจ บอกได้ว่าหัวหน้าคนนั้นจะต้องเหน็ดเหนื่อยไปอีกนาน จนกว่าจะรู้ความจริงว่าจะพูดคุยขอแรงจากผู้รู้ที่เก่งแต่มีอภิมหาอัตตาได้อย่างไร

ความเหน็ดเหนื่อยที่ไม่ทำให้การงานมีประสิทธิผลเพิ่มมากขึ้นนั้น ส่วนหนึ่งมาจากการประชุมที่ไม่ได้กำหนดขอบเขตของการประชุมไว้อย่างเจาะจงเพียงพอว่าวันนี้ต้องการคำตอบเรื่องใด การประชุมจึงกลายเป็นสิ่งที่สร้างความเหน็ดเหนื่อย เพราะกลายเป็นเวทีแสดงโวหาร หัวหน้าก็ต้องคอยเป็นกรรมการฟังคนนั้นคนนี้ผลัดกันแสดงโวหาร ถ้าไม่อยากเหนื่อยอย่างไม่มีประสิทธิผล ให้ประชุมเท่าที่จำเป็นจริงๆ ลองหาทางลดเวลาการประชุมให้เหลือสักครึ่งหนึ่งของที่เคยใช้กันมาโดยตกลงให้เข้าใจตรงกันว่าประชุมกันด้วย Fact ไม่ใช่สรรหา Opinion บวกกับโวหารมาปล่อยกันในการประชุม ลองประชุมให้น้อยลงสักนิด อาจพบความจริงว่าประชุมน้อยลง แต่การงานก็ยังมีประสิทธิผลไม่แตกต่างไปจากเดิม จะลดความเหนื่อยจากการประชุมลงไปได้มาก หรืออาจหันไปใช้การสนทนาแบบทวิภาคีกับผู้รู้ทดแทนการประชุมอย่างมีพิธีรีตองที่ชวนให้ผู้ร่วมประชุมแข่งกันแสดงOpinionทดแทนกันไปเลยดีกว่า

งานที่สร้างความเหน็ดเหนื่อยอย่างมากมักจะเป็นงานท้าทายที่ไม่เคยพบเจอมาก่อน เลยไม่มีวิธีทำอยู่ในมือ ต้องเหน็ดเหนื่อยหาสารพัดหนทางในการทำงานนั้น เมื่อหาหนทางได้แล้ว บางทีก็ยังปล่อยวางให้บริวารทำเองไม่ได้ ความเหน็ดเหนื่อยก็ยังคงอยู่ ถ้าไม่ต้องการเหน็ดเหนื่อยซ้ำซากก็ต้องทำให้การทำงานท้าทายเหล่านั้นกลายเป็นระบบคือ มีขั้นตอนการทำงานที่ทำซ้ำแล้วได้ผลเหมือนเดิม ยิ่งกำหนดขั้นตอนแต่ละขั้นตอนให้ง่ายต่อการทำตามได้มากเท่าใด โอกาสที่ต้องเหน็ดเหนื่อยซ้ำซากกับงานท้าทายนั้นก็น้อยลงตามไปด้วย หลักการในการลดความเหน็ดเหนื่อยกับงานท้าทายใหม่ๆ คือต้องกำหนดขั้นตอนที่ต้องทำให้ใครๆ ก็ทำตามได้ ทำให้งานท้าทายสามารถท้าทายได้ครั้งเดียว ครั้งต่อไปก็เป็นเพียงงานประจำที่มีขั้นตอนการทำงานที่ใครๆ ก็ทำตามได้

ความเหน็ดเหนื่อยที่ไม่ทำให้ประสิทธิผลขอการงานดีขึ้นอีกอย่างหนึ่งคือเหน็ดเหนื่อยจากการไม่รักษาคำพูด โดยเฉพาะคำพูดที่กล่าวถึงการแก้ปัญหาสำคัญๆ ที่พบเจอในการงาน พูดไว้ว่าจะแก้ไขปัญหาได้เมื่อใด ก็ต้องทำตามที่พูดไว้ให้ได้ ถ้ากำหนดไว้กับตัวเองเราจะไม่พูดอย่างหนึ่ง แต่ทำอีกอย่างหนึ่ง เราจะเลือกที่จะพูดให้คำมั่นสัญญาเฉพาะสิ่งที่เราเชื่อมั่นว่าตัวเราทำได้ เพียงแค่รู้จักรักษาคำพูดที่ได้กล่าวออกไป เราจะทำงานเหนื่อยน้อยลงแต่ประสิทธิผลของงานดีขึ้นอย่างผิดหูผิดตา จำไว้เลยว่าคนรักษาคำพูดจะเหนื่อยน้อยกว่าคนที่ใช้โวหารพูดจาส่งเดชไปเรื่อยๆ