สองเดือนหลังจากเกิดรัฐประหารครั้งล่าสุดในไทย เราก็ได้เห็นคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)
ลุยแก้ปัญหาหลายเรื่องตั้งแต่ไม้จิ้มฟันยันเรือรบ และเริ่มมี “มืออาชีพ” จากภาคเอกชนทยอยเข้าไปดำรงตำแหน่งในคณะกรรมการเฉพาะกิจที่ คสช. จัดตั้ง
ผู้เขียนไม่ข้องใจในความรู้ความสามารถของผู้บริหารหลายท่านที่ไปช่วยงาน คสช. รวมทั้งไม่ติดใจสงสัยในความเป็น “คนดี” ที่ประสงค์จะทำงานเพื่อชาติ เพราะหลายท่านเป็นรุ่นพี่ในวงการการเงินการธนาคาร มีผลงานและความซื่อสัตย์เป็นที่นับถือในแวดวงมายาวนาน การที่ท่านตกลงไปช่วย คสช. ก็น่าจะผ่านการคิดใคร่ครวญเป็นอย่างดีแล้ว ชั่งตวงวัดดูแล้ว ระหว่างโอกาสที่จะได้ใช้ความสามารถช่วยชาติจริงๆ กับความเสี่ยงที่จะถูกใช้เป็น “ตรายาง” เพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับคณะรัฐประหาร
อย่างไรก็ดี ผู้เขียนเห็นว่า ในเมื่อการปกครองแบบทหารนั้นเป็นแบบ “อำนาจเบ็ดเสร็จ” โดยธรรมชาติของระบอบนี้ กฎหมายและกฎระเบียบต่างๆ ถูกยกเว้นหรือทดแทนได้ทุกเมื่อด้วยอำนาจของ คสช. ผู้เชี่ยวชาญทั้งหลายที่ไปช่วยงาน คสช. โดยไม่ได้เป็นข้าราชการหรือพนักงานของรัฐ โดยเฉพาะจากภาคเอกชน ก็ควรจะมีฉันทามติร่วมกันถึง “มาตรฐาน” ที่เหมาะสมในการเข้าไปทำงาน เพื่อลดความเสี่ยงที่จะเกิดปัญหาจากผลประโยชน์ทับซ้อน และช่วยปรับปรุงระดับธรรมาภิบาลของภาครัฐและภาคเอกชน ด้วยการทำให้ดูเป็นตัวอย่าง
ผลประโยชน์ทับซ้อนในยุค คสช. มีหน้าตาอย่างไร มืออาชีพจากภาคเอกชนควรทำตัวอย่างไรถ้าอยากไปช่วยงาน? ผู้เขียนคิดว่าตัวอย่างหนึ่งที่ชัดที่สุด คือกรณีที่ คสช. แต่งตั้ง “คณะกรรมการนโยบายและกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ” ชื่อเล่น “ซุปเปอร์บอร์ด” ซึ่งมี พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. นั่งเป็นประธาน ตามคำสั่ง คสช. ที่ 75/2557 (http://library2.parliament.go.th/giventake/content_ncpo/ncpo-order75.pdf)
ซุปเปอร์บอร์ดเป็นคณะกรรมการแต่งตั้งโดย คสช. ชุดแรกที่มีมืออาชีพจากภาคเอกชนเข้าไปร่วมเป็นกรรมการ ผู้ทรงคุณวุฒิเหล่านี้ส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นพนักงานบริษัทธรรมดาๆ แต่เป็นถึงกรรมการธนาคารและบริษัทหลักทรัพย์ ในจำนวนนี้มีตั้งแต่ประธานกรรมการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการบริหารความเสี่ยง
อำนาจของซุปเปอร์บอร์ดตามคำสั่ง คสช. ต้องเรียกว่า “ล้นฟ้า” เลยทีเดียว มีตั้งแต่การเสนอแนะนโยบายเกี่ยวกับการพัฒนาและแก้ปัญหาของรัฐวิสาหกิจต่อ คสช. ไปจนถึงอำนาจในการ “กำกับดูแลและติดตามผลการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจ” “บูรณาการการดำเนินการของรัฐวิสาหกิจให้ความเป็นเอกภาพ” และ “ส่งเสริมและสนับสนุนให้ภาคเอกชนเข้าร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ”
นอกจากนี้ ซุปเปอร์บอร์ดยังมีอำนาจ “แต่งตั้งคณะอนุกรรมการ และคณะทำงาน เพื่อช่วยเหลือการปฏิบัติงานได้ตามความจำเป็น” และ “เชิญเจ้าหน้าที่ บุคคล หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาชี้แจง หรือเรียกเอกสารจากบุคคล หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาประกอบการพิจารณาได้ตามความจำเป็น”
ท้ายคำสั่งฉบับนี้ระบุว่า เบี้ยประชุมกรรมการและค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องทั้งหมดให้เบิกจ่ายจากงบประมาณรายจ่ายของสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ซึ่งอยู่ภายใต้กระทรวงการคลัง
นอกจากนี้ ประกาศ คสช. ฉบับที่ 75/2557 ต่อมาแก้ไขโดยประกาศที่ 78/2557 ยังกำหนดว่า การลงทุน โครงการใหม่ หรือการทำธุรกรรมที่ไม่ใช่ธุรกรรมปกติ ที่มีวงเงินเกิน 100 ล้านบาท ของรัฐวิสาหกิจทุกราย จะต้องจัดทำรายงานส่ง สคร. เพื่อรวบรวมส่งต่อให้ คสช. “เพื่อทราบ” ต่อไป
อำนาจของซุปเปอร์บอร์ดตามคำสั่งและประกาศ คสช. ข้างต้น ทำให้เรามองเห็นผลประโยชน์ทับซ้อนระหว่างหมวก “ผู้บริหารระดับสูง” ของสถาบันการเงิน กับหมวก “กรรมการซุปเปอร์บอร์ด” ได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะในเมื่อรัฐวิสาหกิจจำนวนมากเป็น “ลูกค้า” หรือ “คู่ค้า” ของสถาบันการเงินที่กรรมการซุปเปอร์บอร์ดหลายท่านนั่งเป็นกรรมการหรือประธานกรรมการอยู่
ถ้าจะทำตามมาตรฐานธรรมาภิบาลทั่วไปในภาคเอกชน กรรมการซุปเปอร์บอร์ดที่มาจากภาคเอกชนควรจะต้องขอตัว ไม่ร่วมประชุมในนัดที่จะได้เห็นข้อมูลลับของรัฐวิสาหกิจที่เป็นลูกค้าหรือคู่ค้ากับธนาคาร หรือมีวาระการประชุมเกี่ยวข้องกับการจัดการใดๆ ที่ส่งผลกระทบต่อรัฐวิสาหกิจที่เป็นลูกค้าหรือคู่ค้าอย่างมีนัยสำคัญ เช่น วาระเรื่องการปรับโครงสร้างองค์กร การปรับเปลี่ยนกรรมการหรือผู้บริหารรัฐวิสาหกิจ ฯลฯ
แต่เมื่อดูจากอำนาจหน้าที่อันมหาศาลของซุปเปอร์บอร์ดแล้ว เห็นทีกรรมการจากภาคเอกชนจะต้องขอตัวไม่ร่วมประชุมเกือบทุกนัด ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้นก็คงไร้ประโยชน์ที่ท่านจะเป็นซุปเปอร์บอร์ด เพราะเท่ากับเป็นแค่ “ตรายาง” จริงๆ ไม่มีโอกาสได้ทำงานช่วยชาติตามเจตนา
อันที่จริง ก่อนยุค คสช. กฎหมายและกฎระเบียบต่างๆ ก็สะท้อนว่ารัฐไทยพยายามรับมือและจัดการประเด็นกับผลประโยชน์ทับซ้อนระหว่างรัฐกับเอกชน แม้ว่าอาจจะยังมีช่องโหว่และไม่เพียงพอก็ตาม
ยกตัวอย่างเช่น ระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยคณะกรรมการตรวจสอบและหน่วยตรวจสอบภายในของรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2555 ข้อ 3 ระบุว่า กรรมการตรวจสอบของรัฐวิสาหกิจทุกแห่งจะต้อง “ไม่เป็นผู้มีความขัดแย้งทางผลประโยชน์กับรัฐวิสาหกิจนั้น ทั้งนี้ ไม่ว่าในขณะดำรงตำแหน่งประธานกรรมการตรวจสอบหรือกรรมการตรวจสอบ หรือภายในระยะเวลาหนึ่งปีก่อนวันที่ได้รับแต่งตั้งเป็นประธานกรรมการตรวจสอบหรือกรรมการตรวจสอบ”
ในเมื่อการแต่งตั้งกรรมการซุปเปอร์บอร์ดจากภาคเอกชนละเมิดระเบียบข้างต้น มีผลประโยชน์ทับซ้อนอย่างชัดเจน และในเมื่อเราน่าจะได้เห็นมืออาชีพจากภาคเอกชนอีกหลายคนเข้าไปช่วยงาน คสช. ทั้งทางตรงทางอ้อมในตำแหน่งต่างๆ เช่น คณะอนุกรรมการของซุปเปอร์บอร์ด และในเมื่อเราก็รู้ๆ กันอยู่ว่า สังคมไทยเป็นสังคม “ธุรกิจการเมือง” ที่นักธุรกิจใหญ่ยังเสียงดังกว่าประชาชนมาก นักธุรกิจค่ายไหนได้เข้าไปใช้อำนาจรัฐก็จะมีความได้เปรียบเหนือนักธุรกิจค่ายอื่นที่อยู่นอกวงจรอำนาจ
ผู้เขียนจึงขอเสนอให้มืออาชีพทุกท่านที่ประสงค์จะช่วยชาติด้วยการรับตำแหน่งจาก คสช. ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม พร้อมใจกันทำตามมาตรฐานธรรมาภิบาลขั้นต่ำดังต่อไปนี้ -
1. ลาออกจากบริษัทต้นสังกัด หรือยื่นขอลาพักงานจากบริษัทต้นสังกัด ตราบเท่าที่ยังดำรงตำแหน่งซึ่งมีผลประโยชน์ทับซ้อน ในคณะกรรมการเฉพาะกิจที่ใช้อำนาจรัฐ แต่งตั้งโดย คสช. หรือบุคคลที่ คสช. มอบหมาย
2. เรียกร้องให้ คสช. กำหนดให้คณะกรรมการเฉพาะกิจที่ตนตอบรับไปช่วยงาน ปฏิบัติตามกฎหมายและกฎระเบียบต่างๆ ในฐานะ “หน่วยงานของรัฐ” โดยเฉพาะพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 เป็นเงื่อนไขก่อนเข้ารับตำแหน่ง
3. ลาออกจากคณะกรรมการเฉพาะกิจ ทันทีที่มีเหตุให้เชื่อว่าคณะกรรมการเฉพาะกิจดังกล่าวกำลังใช้อำนาจไปในทางมิชอบ หรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมายและกฎระเบียบต่างๆ ตามข้อ 2.
ทั้งนี้ เพราะธรรมาภิบาลที่แท้จริงนั้นจะต้อง “กินได้” ไม่ใช่สักแต่อยู่บนกระดาษ และยิ่งได้ชื่อว่าเป็น “คนดี” ยิ่งต้องมีธรรมาภิบาล








