การปฏิรูปการเมืองที่กำลังจะเข้าสู่ กระบวนการระดมความคิดผ่าน สภาปฏิรูป จะต้องสะท้อนปัญหา
ที่ผ่านมาอย่างแท้จริง หากไม่มีความกล้าหาญทางการเมือง หรือวนเวียนอยู่กับวิธีคิดแบบเก่า ๆ เราก็จะไม่สามารถก้าวข้ามความขัดแย้งเดิม ๆ ได้
ข้อเสนอประเด็นหนึ่งที่ซึ่งควรจะต้องได้รับการพิจารณาอย่างจริงจัง คือการแยกธุรกิจออกจากการเมือง
และให้การเมืองเป็นเรื่องของประชาชน การเมืองต้องไม่ใช่เขตพิเศษเพื่อนักการเมืองเท่านั้น
ที่ผ่านมาเราหลงเข้าใจผิดว่า “นักเลือกตั้ง” คือ “นักการเมือง” กลุ่มเดียวที่มีสิทธิและหน้าที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งเพื่อหาตัวแทนประชาชนเข้ามาทำหน้าที่ออกกฎหมาย
ทั้ง ๆ ที่ “การเมือง” ในความหมายที่แท้จริงจะต้องเป็นเรื่องของประชาชนเจ้าของประเทศทุกคน ไม่ว่าจะมีอาชีพอะไร มีพื้นเพจากไหน และมีความเห็นต่อทิศทางของบ้านเมืองอย่างไร
การแยกธุรกิจออกจากการเมืองเป็นหัวข้อสำคัญ ที่สภาปฎิรูปจะต้องนำไปพิจารณา ถกแถลงและหาทางออกให้จงได้
เพราะเมื่อการเมืองกลายเป็นธุรกิจ ความชั่วร้ายต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับ “กำไรขาดทุน” และ “ความคุ้มทุน” ก็ตามมา และหนีไม่พ้นว่าคอร์รัปชันก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของการเมือง ในเมื่อการเล่นการเมืองเป็นการลงทุนด้วยเงินทอง มิใช่ด้วยการเสียสละส่วนตัวเพื่อส่วนรวมแต่อย่างใด
แต่ก่อนนักธุรกิจอยู่เบื้องหลังนักการเมือง คอยให้เงินนักการเมืองและกำกับพฤติกรรมพวกเขาจากข้างหลัง
ต่อมา นักธุรกิจไม่ขวยเขินอีกต่อไป ตั้งพรรคการเมืองเอง บริหารพรรคเหมือนบริษัทส่วนตัว และเหล่าบรรดา ส.ส. ในพรรคกลายเป็นลูกจ้างกินเงินเดือนผู้ถือหุ้นใหญ่ ซึ่งสามารถสั่งให้ผ่านกฎหมายที่เอื้อประโยชน์ ต่อธุรกิจในเครือของตนเองอย่างไม่มีความละอายเหลืออยู่เลย
เพราะนักธุรกิจที่มาลงทุนในการเมืองนั้นคิดและทำเหมือนผู้ถือหุ้นในบริษัท นั่นคือเขาถือว่าเมื่อมีเสียงข้างมากเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ เขาจะทำอะไรในบริษัทนั้นก็ได้ ผู้ถือหุ้นรายย่อยไม่มีสิทธิที่จะมาขัดขวางอะไรทั้งสิ้น
แต่การบริหารบ้านเมืองไม่ใช่ธุรกิจ เป็นเรื่องของการใช้เสียงส่วนใหญ่มีสิทธิ แต่ต้องเคารพเสียงส่วนน้อย และต้องดูแลผลประโยชน์ของคนทุกภาคส่วนให้เกิดความเป็นธรรม ยุติธรรม และเสมอภาค อีกทั้งยังต้องมีนิติธรรม จริยธรรม และการเคารพในสิทธิมนุษยชนอย่างเสมอต้นเสมอปลาย
นักธุรกิจการเมืองไม่สนใจเรื่องจริยธรรม เพราะถือว่าเมื่อมีเสียงข้างมากจะทำอะไรก็ได้ เหมือนได้เช็คเปล่ามาใส่ตัวเลขเอง จึงทำให้เกิดคอร์รัปชันอย่างมโหฬาร จนกลายเป็นวิกฤตบ้านเมือง เพราะนักธุรกิจการเมืองสามารถสั่งให้ ส.ส. และข้าราชการทุกระดับทำตามสิ่งที่ตนต้องการ หากไม่ยอมก็จะโยกย้ายและลงโทษให้พ้นจากตำแหน่งหน้าที่
คนดีคนเก่งที่ไม่ยอมก้มหัวให้กับนักธุรกิจและลิ่วล้อ ที่เป็นนักการเมืองจึงอยู่ในวงการการเมืองไม่ได้ ถ้าไม่สยบยอม ทรยศต่อความเชื่อถือศรัทธาของประชาชนก็ต้องหลบหลีกออกมาจากวงการ ยิ่งทำให้วงการนี้มีแต่คนไร้สำนึกแห่งความถูกต้องชอบธรรม
การแยกธุรกิจออกจากการเมืองต้องทำทุกรูปแบบ ไม่เพียงแต่แก้กฎหมายไม่ให้มี “นอมินี” และการใช้เงินใช้ทองกำหนดชะตากรรมของบ้านเมืองโดยคนกลุ่มเดียวเท่านั้น หากแต่ยังจะต้องสร้างกลไกถ่วงตรวจสอบทุกระดับชั้นตั้งแต่หมู่บ้าน, ตำบล, อำเภอ, จังหวัด และระดับชาติ
นอกจากจะต้องแจ้งทรัพย์สินทั้งตอนเข้าและออกแล้ว คนที่อาสามาทำงานการเมืองยังต้องอธิบายที่มาของทรัพย์สินด้วย อีกทั้งยังต้องสร้างความแข็งแกร่งให้กับภาคประชาชน ในการติดตามตรวจสอบและเรียกร้องข้อมูลจากทุกแหล่งเพื่อให้แน่ใจว่า คนที่อาสาเข้ามาทำงานการเมืองนั้นจะต้องไม่เข้ามาเพื่อแสวงหาประโยชน์ แต่ต้องทำงานเพื่อสาธารณประโยชน์อย่างแท้จริง
รายละเอียดที่จะสร้างกติกาใหม่เพื่อให้ “ธุรกิจแยกจากการเมือง” เป็นหน้าที่ของคนทั้งสังคมต้องช่วยกันร่างขึ้นมา มิใช่มอบให้คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งกำกับการระดมความเห็นเท่านั้น
เพราะการเมืองเป็นเรื่องสำคัญเกินกว่าที่จะปล่อยให้เป็นเรื่องของนักการเมืองอย่างเดียว









