คำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จัดระเบียบการแต่งตั้งตำแหน่งสำคัญ ๆ ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
อาจจะกำจัดอิทธิพลนักการเมือง ออกจากการให้คุณให้โทษตำรวจได้ แต่ยังไม่ถือว่าเป็นการ “ปฏิรูปตำรวจ” ในเนื้อสาระอย่างแท้จริง
เพราะตราบใดที่ตำรวจไทยยังไม่มีส่วนเชื่อมโยงกับประชาชนโดยตรง ผู้ได้รับบริการไม่มีสิทธิประเมินผู้ทำงานสาธารณะอย่างตำรวจ ก็ยังไม่อาจจะเรียกได้ว่ามีความเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสำคัญแต่ประการใด
โครงสร้างใหม่ของคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ เอารัฐมนตรีออกไป 2 คน และให้ปลัดกระทรวงกลาโหมเข้ามาแทน รวมถึงกำหนดให้ ผบ.ตร. ปัจจุบันเสนอชื่อ ผบ.ตร.คนใหม่ และให้เลือกจากจเรตำรวจหรือรอง ผบ.ตร.เท่านั้น
มีคำอธิบายว่าการที่ให้ปลัดกระทรวงกลาโหม มานั่งอยู่ในคณะกรรมการนโยบายของตำรวจ และมีสิทธิมีเสียงในการพิจารณาตำแหน่งสูงสุดของตำรวจนั้นเป็นการมองจาก “มิติความมั่นคง” แต่ก็คงหลีกไม่พ้นเสียงวิจารณ์ว่าความเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ เป็นเพียงการเอาทหารมาแทนนักการเมืองเท่านั้น
หวังว่านี่เป็นเพียง “มาตรการเฉพาะหน้า” เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะกิจของแวดวงตำรวจ
จึงเป็นความจำเป็นอย่างยิ่งที่ คสช. จะต้องแสดงทิศทางการปฏิรูปตำรวจอย่างแท้จริง เพราะในท้ายที่สุดใน “คนในเครื่องแบบ” จะต้องมีความเชื่อมโยงกับความพอใจของประชาชนเป็นหลัก ไม่ได้อยู่ที่ว่าใครมีอำนาจแล้วก็จะใช้อำนาจเพียงเพื่อเป้าหมายหรือวาระของตนเท่านั้น
การปรับโครงสร้างตำรวจเป็นเรื่องใหญ่และยาก เพราะได้เคยมีความพยายามมาหลายยุคหลายสมัยที่จะสร้าง “ตำรวจของประชาชน” โดยให้มีการยึดโยงการทำงานของตำรวจกับความต้องการของประชาชน และต้องเป็นการวัดผลจากชาวบ้านในแต่ละจังหวัด มิใช่ประเมินภาพรวมจากเมืองหลวงอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้
คอร์รัปชันที่มีอยู่อย่างกว้างขวางในวงการตำรวจ ความไร้ประสิทธิภาพในการทำงาน การอยู่ใกล้ชิดกับกลุ่มคนผิดกฎหมายมากกว่าสัมผัสกับชาวบ้านธรรมดาทั่วไป เป็นปัญหาใหญ่ที่นักการเมืองรุ่นแล้วรุ่นแล้วไม่สามารถจะแก้ได้
หรือแม้นักการเมืองเหล่านั้นต้องการจะแก้ก็ไม่อาจจะทำได้ เพราะต้องพึ่งพาอิทธิพลของคนในเครื่องแบบและกลไกตำรวจที่มีผลต่อการทำงานของนักการเมืองและข้าราชการพลเรือนอื่น ๆ
ลงท้ายก็กลายเป็นว่าตำรวจต้องวิ่งเต้นกับนักการเมือง เพื่อเลื่อนตำแหน่ง และนักการเมืองก็ใช้ตำรวจนั้นเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตน
จนเกิดการกล่าวกันอย่างกว้างขวางว่าในวงการตำรวจนั้น ผู้น้อยจำนวนไม่น้อยต้องหาเงินส่งผู้ใหญ่ ขณะที่แวดวงทหารบางหน่วยบางคนนั้นผู้ใหญ่ต้องดูแลผู้น้อย
การปฏิรูปตำรวจจึงต้องฟังเสียงประชาชน และหาก คสช. ต้องการจะเปลี่ยนประเทศไทย ก็ต้องใช้อำนาจและโอกาสนี้ระดมความเห็นชาวบ้านและผู้คนจากแวดวงต่าง ๆ เพื่อผลักดันการปฏิรูปตำรวจให้เกิดเป็นรูปธรรม
ตัวอย่างของ “ตำรวจเพื่อประชาชน” มีให้เห็นในหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการกระจายอำนาจให้ตำรวจมาจากท้องถิ่นหรือการให้ประชาชนมีบทบาทในการกำกับควบคุมการทำงานของตำรวจอย่างมีประสิทธิภาพโดยไม่มีการลูบหน้าปะจมูกเหมือนที่เราเห็นในโครงสร้างปัจจุบัน
หากปฏิรูปได้ตามคำมั่นสัญญาจริง ท้ายที่สุด ประชาชนต้องกำกับดูแลทั้งทหารและตำรวจครับ








