วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เลือกตั้งอินโดนีเซีย : ประชาชนจะเลือกแบบเก่าหรือแบบใหม่

เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ผมไปประชุมที่ออสเตรเลีย ได้มีโอกาสแวะชมนิทรรศการ Afghanistan Hidden Treasures

ที่พิพิธภัณฑ์รัฐนิวเซาท์เวลส์ นครซิดนีย์ ที่นำสมบัติล้ำค่าของประเทศอัฟกานิสถานมาแสดง สมบัติเหล่านี้ถูกเก็บซ่อนไว้ในห้องมั่นคง ธนาคารกลางเป็นเวลานาน เพราะประเทศเกิดสงครามกลางเมือง ก่อนจะมีการเปิดเผยและนำออกมาแสดง ซึ่งน่าสนใจมากเพราะเป็นวัฒนธรรมเก่าแก่ และของมีค่าบางชิ้นมีอายุกว่า 2,000 ปี

แต่ประเด็นที่จะเขียนวันนี้ ก็คือ ที่ร้านขายของในพิพิธภัณฑ์ ผมได้เจอดีวีดีหนังเก่าเรื่องหนึ่งที่ดังมากสามสิบปีก่อนเกี่ยวกับการเมืองในอินโดนีเซีย เลยซื้อเป็นของฝากให้ตัวเอง เป็นหนังออกฉายปี 1982 ชื่อว่า “The year of living dangerously” หรือ “ปีของการอยู่ยาก” (แปลเอง) สร้างโดยผู้กำกับชาวออสเตรเลียและแสดงนำโดยเมล กิบสัน หนังเป็นเรื่องของนักข่าวหนุ่มออสเตรเลียที่ไปทำข่าวในอินโดนีเซียช่วงที่กำลังมีการเปลี่ยนอำนาจการเมืองจากประธานาธิบดีซูการ์โน มาเป็นประธานาธิบดีซูฮาร์โต ที่เกิดพร้อมกับการปฏิวัติรัฐประหาร (ที่ไม่สำเร็จ) การแย่งชิงอำนาจระหว่างคณะทหารและกลุ่มต่างๆ รวมถึงการไล่ล่าที่คนของพรรคคอมมิวนิสต์อินโดนีเซียถูกฆ่าตายเป็นจำนวนมาก ทั้งหมดเป็นเหตุการณ์ปี 1965 หนังเรื่องนี้ถูกเซนเซอร์ไม่ให้ฉายในอินโดนีเซียจนกระทั่งปี 1999 หลังเกิดวิกฤติเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ที่ทำให้ประธานาธิบดีซูฮาร์โตหมดอำนาจลง นำมาสู่การปฏิรูปการเมืองและระบบการเมืองปัจจุบันที่มีการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญสืบทอดมา 16 ปีถึงขณะนี้

หลังการปฏิรูปการเมือง สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาก็คือ เสถียรภาพทางการเมืองในอินโดนีเซีย ที่มีผลอย่างสำคัญต่อเศรษฐกิจ นำมาสู่การก้าวกระโดดของเศรษฐกิจอินโดนีเซียที่ได้ประโยชน์จากการไหลเข้าของเงินลงทุนจากต่างประเทศ และการลงทุนของภาคเอกชน ปัจจุบันเศรษฐกิจอินโดนีเซียใหญ่ที่สุดในอาเซียนและเป็นที่สี่ของเอเชีย อินโดนีเซียเป็นสมาชิกกลุ่มประเทศ G20 ในฐานะประเทศตลาดเกิดใหม่ที่มีประชากรมากและมีบทบาททางเศรษฐกิจสูงในอันดับต้นๆ อินโดนีเซียปัจจุบันจึงต่างจากอินโดนีเซียที่เราเคยรู้จักเมื่อสามสี่สิบปีก่อนมาก

โจทย์เศรษฐกิจสำคัญของอินโดนีเซีย ก็คือ การรักษาเศรษฐกิจให้เติบโตต่อเนื่อง ในอัตราที่ดีพอ ที่จะทำให้ความเป็นอยู่ของคนอินโดนีเซียดีขึ้น อันนี้เป็นความท้าทายสำคัญของผู้ทำนโยบาย เพราะอินโดนีเซียมีประชากร 252 ล้านคน มากเป็นอันดับที่ 4 ของโลก พื้นที่ของประเทศเป็นเกาะมากถึง 17,508 เกาะ ห่างไกลและติดต่อกันยาก ทำให้ความยากจนและความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจเป็นปัญหาใหญ่ของอินโดนีเซีย ดังนั้นความท้าทายทางนโยบายของอินโดนีเซีย ก็คือการปฏิรูปเศรษฐกิจเพื่อลดอุปสรรคของการเติบโตระยะยาว ซึ่งประเด็นสำคัญคือ

หนึ่ง แก้ปัญหาการขาดแคลนสาธารณูปโภคพื้นฐาน ที่สำคัญต่อการลงทุนของภาคเอกชน การขยายตัวของเศรษฐกิจ และความเป็นอยู่ของคนอินโดนีเซีย สอง การลงทุนด้านการศึกษา เพื่อเป็นพื้นฐานให้ประชาชนอินโดนีเซีย โดยเฉพาะรุ่นหนุ่มสาว มีโอกาสและมีส่วนร่วมในการเติบโตของเศรษฐกิจ และ สาม การแก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันที่มีมาก และมีสาเหตุมาจากระบบการเมืองและวัฒนธรรมแบบอุปถัมภ์

ดังนั้น สิ่งที่ประชาชนอินโดนีเซียต้องการจากผู้นำที่จะเข้ามาใหม่ คือ แผนงาน หรือ Agenda ที่ชัดเจนที่จะปฏิรูปเศรษฐกิจอย่างจริงจัง ทั้งเพื่อแก้ไขปัญหาระยะสั้น และปฏิรูปเศรษฐกิจเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจอินโดนีเซียในระยะยาว โดยสิ่งที่ต้องทำคือ (1) ลงทุนในสาธารณูปโภคพื้นฐานและปฏิรูปวิธีการระดมทุนเพื่อการลงทุนดังกล่าว (2) ลดข้อจำกัดเรื่องกฎระเบียบ ที่เป็นข้อจำกัดต่อการลงทุนและการทำธุรกิจของภาคเอกชน (ปัจจุบันอินโดนีเซียถูกจัดอยู่ในอันดับที่ 120 จาก 189 ประเทศ ในเรื่องความสะดวกในการทำธุรกิจ) (3) ปฏิรูปการศึกษาและมีการลงทุนด้านวิจัยเพื่อเพิ่มผลิตภาพให้กับภาคการผลิตของประเทศ (4) งดหรือลดการอุดหนุนช่วยเหลือที่ประชาชนทั่วไปได้ประโยชน์จากการบิดเบือนกลไกราคา ทดแทนด้วยการให้ความช่วยเหลือเฉพาะต่อผู้มีรายได้น้อยหรือคนจนโดยตรง และ (5) แก้ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน เหล่านี้คือสิ่งที่เศรษฐกิจและประชาชนอินโดนีเซียต้องการ

ผู้สมัครเข้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดีคราวนี้เข้าใจปัญหาที่ต้องแก้ไขเหล่านี้เป็นอย่างดี การเลือกตั้งจึงเป็นการแข่งขันเพื่อเข้ามาทำงานแก้ไขปัญหาประเทศ จะต่างกันก็อยู่ที่วิธีการและใครจะทำจริง ผู้สมัครที่เป็นตัวเลือกสุดท้ายมีสองคน โดยเป็นผู้สมัครที่ได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มพรรคการเมืองในอินโดนีเซียสองกลุ่ม กลุ่มแรก คือ กลุ่มแนวร่วมพรรค PDI-P หรือ Indonesian Democratic Party of Struggle ที่ส่ง นาย Joko Widodo ผู้ว่าการกรุงจาการ์ต้าเข้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดี กลุ่มที่สอง คือ กลุ่มพรรค Gerindra หรือ Great Indonesia Movement Party ที่มีแนวร่วมจากพรรคการเมืองที่มีอิทธิพลอย่างพรรค Golkar สนับสนุน นาย Prabowo Subianto อดีตผู้บัญชาการทหาร Strategic Reserve Command และอดีตรองประธานาธิบดีเข้าชิงตำแหน่ง ข้อมูลล่าสุดขณะเขียนบทความ (วันพุธที่แล้ว) คือ คะแนนสนับสนุนผู้สมัครทั้งสองค่อนข้างสูสีกัน จากที่ก่อนหน้าคะแนนของ นาย Widodo หรือที่ชาวอินโดนีเซียเรียกว่า Jokowi มีคะแนนนำห่างมาตลอด แต่ช่วงหลังคะแนนของ นาย Prabowo ตีตื้นขึ้นมากจากความสามารถในการทำแคมเปญเลือกตั้งที่เร้าใจตรงประเด็น ขณะที่ นาย Jokowi ใช้แนวทางการหาเสียงที่เรียบง่าย ไม่เร้าใจ ยึดแต่คะแนนนิยมที่มาจากบุคลิกส่วนตัวของ นาย Jokowi เอง ที่เป็นคนมือสะอาด เข้าถึงประชาชน มีนโยบายชัดเจนที่จะปราบการทุจริตคอร์รัปชัน และเน้นการสร้างประเทศจากการสร้างโอกาสและความสามารถให้กับคนรุ่นใหม่ ไม่ใช่ระบบเส้นสายแบบเดิม ซึ่งกุญแจสำคัญ คือ การศึกษา

การเลือกตั้งคราวนี้จึงเป็นเหมือนการแข่งขันระหว่างแนวคิดของกลุ่มคนรุ่นเดิม ที่จะเข้ามาบริหารประเทศเพื่อสานต่อความสำเร็จเดิม ในแนวทางเดิม คือจากบนสู่ล่าง กับแนวคิดคนรุ่นใหม่ที่ต้องการเปลี่ยนแปลงระบบเดิมเพื่ออนาคตของประเทศ โดยเน้นการกระจายอำนาจเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจากล่างสู่บน ตัวแทนแนวทางเดิม ก็คือ นาย Prabowo ซึ่งเป็นตัวแทนของกลุ่มพรรคอนุรักษนิยม ตัวเขาเองเป็นลูกเขยอดีตประธานาธิบดี ซูฮาร์โต เป็นสัญญลักษณ์ของคนชั้นนำหรือชนชั้นปกครอง (Elite) ของอินโดนีเซีย เน้นการสร้างประเทศ ที่จะยืนบนขาของตนเองให้เป็นที่เคารพและยอมรับของประชาคมโลก (Dignified Nation) และมีนโยบายไม่สนับสนุนบทบาทบริษัทต่างชาติในทรัพยากรธรรมชาติของอินโดนีเซีย

อีกฝากหนึ่ง คือ นาย Jokowi คนธรรมดาสามัญที่เป็นตัวแทนคนรุ่นใหม่ ไม่เคยรับราชการ ไม่ได้มาจากครอบครัวชั้นนำของสังคม ไม่เคยเรียนเมืองนอก เกิด เรียนหนังสือ และเติบโตในอินโดนีเซียตลอด ทำให้เข้าใจและรู้ปัญหาของคนอินโดนีเซียทั่วไป ซึ่งเขากล่าวอย่างภาคภูมิใจในการหาเสียงช่วงสุดท้ายว่า “We are fully Indonesian” ซึ่งหมายถึงเขาและผู้สมัครตำแหน่งรองประธานาธิบดี นาย Jokowi เคยมีอาชีพขายเฟอร์นิเจอร์ส่งออกในเมือง Solo บ้านเกิดแถบชวากลาง ได้รับเลือกเป็นนายกเทศมนตรีเมืองนี้ และสามารถทำให้เมือง Solo เปลี่ยนจากเมืองเล็กๆ เป็นเมืองเศรษฐกิจ จนตนเองมีชื่อเสียงและชนะเลือกตั้งเป็นผู้ว่าการกรุงจาการ์ต้าเมื่อปี 2012 เป็นนักการเมืองรุ่นใหม่ที่ประชาชนนิยม โดยเฉพาะคนรุ่นหนุ่มสาวทั้งในเขตเมืองและชนบท เพราะลักษณะของการเข้าถึงประชาชน การชอบฟังปัญหาจากประชาชนโดยตรง เพื่อนำไปแก้ปัญหา ความเรียบง่าย การมีผลงาน และความตั้งใจที่จะเปลี่ยนแปลงสิ่งปัจจุบันให้ดีขึ้น เพื่อประโยชน์ความเป็นอยู่ของคนส่วนใหญ่ โดยเฉพาะการแก้ปัญหาคอร์รัปชันเป็นสิ่งที่คนรุ่นใหม่ในอินโดนีเซียต้องการ ทำให้มองนาย Jokowi เป็นความหวังและคำตอบ

วันนี้วันจันทร์ ผลการเลือกตั้งเมื่อวันพุธที่แล้วคงจะออกมาเร็วๆ นี้ (หลังวันที่ 20) ว่าประชาชนอินโดนีเซียในที่สุดเลือกใคร ก็ขอให้ประธานาธิบดีอินโดนีเซียคนใหม่ประสบความสำเร็จในการทำหน้าที่เพื่อประเทศและประชาชน