ในช่วงหน้าหนาวของเทศกาลคริสต์มาสปลายปี 2005 หลายๆ ประเทศในยุโรปเริ่มรู้ซึ้งและตระหนักเป็นครั้งแรก
ว่ารัสเซียถือไพ่สำคัญที่ทำให้มีอำนาจต่อรองเหนือยุโรป
ในช่วงฤดูหนาวของยุโรป ทุกๆ ประเทศต้องอาศัยก๊าซเป็นพลังขับเคลื่อนฮีตเตอร์ให้ความอบอุ่น แต่เหตุการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครนที่เกิดขึ้นในปลายปี 2005 เป็นสัญญาณที่ทำให้ทั้งยุโรปและรัสเซียตระหนักและเห็น “ไพ่” ในมืออย่างชัดเจน
รัสเซียเป็นประเทศที่อุดมไปด้วยก๊าซธรรมชาติจำนวนมหาศาลและเป็นแหล่งป้อนประเทศในยุโรปกว่าร้อยละ 25-30 ของปริมาณการใช้ทั้งหมด โดยอาศัยยูเครนเป็นแหล่งจ่าย ก๊าซผ่านไปยังยุโรปหลายๆ ประเทศ
แรกเริ่มเดิมที รัสเซียขาย ก๊าซราคาถูกมากๆ ให้แก่ยูเครนเพื่อเป็นหนทางหนึ่งในรักษาอิทธิพลของตัวเอง ในฐานะที่ยูเครนเคยเป็นส่วนหนึ่งของอดีตสหภาพโซเวียตและแบ่งรายได้ส่วนหนึ่งให้แก่ยูเครนในการอนุญาตให้ท่อ ก๊าซของรัสเซียเชื่อมต่อผ่านไปยังประเทศต่างๆ ของยุโรป
แต่เมื่อยูเครนเริ่มเปลี่ยนแปลงนโยบายถอยห่างจากมอสโคว์และหันไปใกล้ชิดกับยุโรปและตะวันตกมากขึ้น รัสเซียจึงหยิบยกเอาการขึ้นราคาก๊าซขึ้นมาเป็นประเด็น จนนำไปสู่ความขัดแย้งที่หาข้อตกลงไม่ได้ และในที่สุด นำมาซึ่งมาตรการชัตดาวน์ท่อส่ง ก๊าซต่างๆ
ถึงแม้จะเป็นการหยุดจ่าย ก๊าซชั่วคราวในระยะสั้นๆ เพียงแค่ 4-5 วัน แต่ก็ส่งกระทบต่อทั้งยูเครนและยุโรปไม่น้อย สร้างความความวิตกกังวลให้แก่ประเทศยุโรปหลายๆ ประเทศที่ต้องพึ่ง ก๊าซจากรัสเซียไม่ต่ำกว่า 20 เปอร์เซ็นต์ของปริมาณที่ใช้ทั้งหมด โดยเฉพาะยักษ์ใหญ่อย่างเยอรมนีและฝรั่งเศส ที่เริ่มเรียนรู้บทเรียนจากครั้งนั้น เพื่อเตรียมการสำหรับอนาคต
โดยข้อเท็จจริงแล้ว ตราบเท่าที่ยุโรปยังต้องพึ่งพา ก๊าซจากรัสเซียโดยหาแหล่งทดแทนไม่ได้ ก็ย่อมทำให้รัสเซียมีอำนาจต่อรองและถือไพ่เหนือกว่ายุโรปอย่างแน่นอน และเหตุการณ์เช่นนี้ก็หวนกลับมาเกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่งในปัจจุบันนี้ ภายหลังวิกฤติความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างรัสเซียและยูเครน
ดังนั้น การที่รัสเซียประกาศขาย ก๊าซให้แก่จีน และการที่สหภาพยุโรปหรืออียูประกาศรับรองยูเครนเข้าเป็นสมาชิกสมทบจึงเป็นเรื่องที่เกี่ยวพันเกี่ยวข้องอย่างแน่นอน
ในวงการระหว่างประเทศ การถือไพ่เหนือกว่าในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ย่อมทำให้อำนาจต่อรองมีเพิ่มมากขึ้นไปด้วย อาจจะด้วยเหตุผลนี่เอง ที่เป็นสาเหตุสำคัญหนึ่งทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างสิงคโปร์และมาเลเซียในเรื่องของน้ำจืด
เพราะข้อจำกัดด้านภูมิศาสตร์ ทำให้สิงคโปร์ต้องพึ่งพาและนำเข้าน้ำจืดจากมาเลเซียมาตั้งแต่ปี 1927 และหลังจากมีฐานะเป็นประเทศเอกราชแล้ว สิงคโปร์ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องพึ่งพามาเลเซียเหมือนเดิมภายใต้ข้อตกลงปี 1961 คิดเป็นปริมาณเกือบครึ่งหนึ่งของปริมาณน้ำจืดที่บริโภคในสิงคโปร์ทั้งหมด
เพราะตระหนักดีว่า มาเลเซียเป็นแหล่งน้ำจืดสำหรับสิงคโปร์ที่จะขาดเสียมิได้ มาเลเซียจึงมักจะใช้น้ำจืดนี้เป็น “ไพ่” ต่อรองและกดดันสิงคโปร์ในหลายต่อหลายครั้ง จนสิงคโปร์ตระหนักดีว่า หากปล่อยให้สภาพเช่นนี้ (การยินยอมตามความต้องการของมาเลเซียทุกเมื่อ) ดำรงต่อไป สักวันหนึ่ง สิงคโปร์อาจจะเกิดวิกฤติขาดแคลนหรือไม่มีน้ำใช้ก็ได้
ดังนั้น นับตั้งแต่ปี 2011 เป็นต้นมา สิงคโปร์จึงได้ขยับขยาย นอกเหนือจากพัฒนาแหล่งน้ำจืดภายในประเทศแล้ว สิงคโปร์ก็บรรลุข้อตกลงสั่งซื้อน้ำจืดจากอินโดนีเซียด้วย ถึงแม้จะเป็นระยะทางที่ไกลกว่าการส่งน้ำจืดมาจากมาเลเซีย แต่อาจจะถือว่าคุ้มค่าและปลอดภัยมากกว่าทั้งในทางความมั่นคงและในทางจิตวิทยา
กรณีของรัสเซีย-ยูเครนและยุโรปในเรื่อง ก๊าซธรรมชาติ และกรณีของสิงคโปร์-มาเลเซียในเรื่องของน้ำจืดดังกล่าว อาจจะเป็นกรณีศึกษาและให้ข้อคิดแก่ประเทศไทยไม่น้อยในเรื่องที่เกี่ยวกับแรงงานกัมพูชาที่ปรากฏเป็นข่าวเมื่อเร็วๆ นี้
การอพยพกลับประเทศของแรงงานกัมพูชาจำนวนมากกว่าสองแสนคนอย่างฉุกละหุก ส่งกระทบและสร้างแรงกระเพื่อมให้เกิดขึ้นต่อภาคธุรกิจของไทยไม่น้อย เพราะไทยต้องอาศัยแรงงานเขมรจำนวนมากในการขับเคลื่อนภาคการผลิตและภาคธุรกิจต่างๆ
ในด้านหนึ่ง อาจจะมองเห็นว่า การที่ไทยจำเป็นต้องพึ่งพาแรงงานเขมรอย่างขาดเสียมิได้เช่นนี้ เป็นการทำให้อำนาจการต่อรองของกัมพูชามีเหนือกว่าไทยอย่างแน่นอนเพราะเสียงสะท้อนของภาคการผลิตในประเทศไทยบ่งบอกถึงความวิตกกังวลทันทีที่แรงงานกัมพูชาเดินทางกลับมาประเทศแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย แสดงให้เห็นว่า แรงงานกัมพูชามีความสำคัญและจำเป็นต่อภาคการผลิตของไทยอย่างขาดเสียมิได้
แต่ในอีกด้านหนึ่ง อาจจะมองได้ว่า จริงๆ แล้ว กัมพูชาอาจจะต้องการไทยมากกว่าที่ไทยต้องการกัมพูชา (?) พูดในอีกภาษาหนึ่งหมายความว่า แรงงานเขมรต้องการงานในเมืองไทย มากกว่าที่ภาคธุรกิจไทยต้องการแรงงานเขมร (?) กล่าวคือ ภาคธุรกิจไทยอาจจะสามารถหาแรงงานต่างชาติจากพม่าหรือลาวทดแทนแรงงานเขมรได้ ในขณะที่ แรงงานเขมรจำนวนมากนับแสนนับล้านคนต้องการงานต้องการเงินจากการทำงานในเมืองไทยมากที่สุด เพราะไม่สามารถหางานและรายได้เช่นนี้ในกัมพูชาหรือในประเทศอื่นๆ ทดแทนได้
ดังนั้น หากภาคธุรกิจไทยหรือรัฐไทย (จะ) กดดันแรงงานเขมรให้กลับประเทศแล้ว เศรษฐกิจของประเทศกัมพูชาอาจจะได้รับผลกระทบในวงกว้างทันที ทั้งจำนวนคนตกงานจำนวนมาก จำนวนเงินตราที่คนเขมรส่งกลับประเทศจะหดหายไปเป็นจำนวนมหาศาลเช่นนี้ ส่งผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจของประเทศในทันที
และหากภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้เกิดขึ้นต่อกัมพูชา ฐานะทางการเมืองของนายกรัฐมนตรีฮุนเซนก็อาจจะสั่นคลอนยิ่งขึ้นก็เป็นไปได้
สุดท้ายแล้ว ขึ้นอยู่กับว่า ใครจะมองเห็นและแปลง “ไพ่” ใบนี้ให้กลายเป็นอำนาจต่อรองที่เหนือกว่าอีกฝ่ายหนึ่ง ทำให้อีกฝ่ายหนึ่งตระหนักว่า ใครกันแน่ที่ “ขาดฉันแล้วเธอจะรู้สึก”






