วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

อียูคว่ำบาตรไทย ? การเมืองชะงัก แต่ธุรกิจต้องเดินหน้า

ต้องยอมรับว่าช่วงนี้ความสัมพันธ์ไทยและสหภาพยุโรป (หรืออียู) อยู่ในช่วงอ่อนไหวและได้รับการจับตามองมากหน่อย

หลังการประกาศท่าทีทางการเมืองของอียูต่อสถานการณ์การเมืองในประเทศไทย ผ่านการออกแถลงการณ์ของคณะรัฐมนตรีต่างประเทศสหภาพยุโรป (Council Statement) ลงวันที่ 23 มิ.ย. 2557

ในแถลงการณ์ดังกล่าวคณะรัฐมนตรีต่างประเทศอียูได้แสดงความห่วงกังวลอย่างยิ่งต่อสถานการณ์ในประเทศไทย และ “ได้เรียกร้องให้ผู้นำทหารดำเนินการเรื่องที่เร่งด่วนที่สุดในการคืนสู่กระบวนการทางด้านประชาธิปไตยที่มีความชอบธรรมและคืนการปกครองตามหลักรัฐธรรมนูญผ่านทางการเลือกตั้งที่น่าเชื่อถือและทุกฝ่ายมีส่วนร่วม” นอกจากนั้น ยังกล่าวถึงเรื่อง “การเคารพต่อสิทธิมนุษยชนและยึดมั่นต่อสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐาน และเรื่องปล่อยตัวผู้ที่ถูกควบคุมตัวทางการเมืองทั้งหมด” (จากเอกสารผลสรุปการประชุมของคณะรัฐมนตรีต่างประเทศสหภาพยุโรปเกี่ยวกับประเทศไทย การประชุมคณะรัฐมนตรีต่างประเทศสหภาพยุโรป ณ กรุงลักเซมเบิร์ก วันที่ 23 มิ.ย. 2557)

ถ้อยคำที่อียูใช้ในแถลงการณ์นี้ทำให้หลายฝ่ายวิจารณ์กันว่าเป็น “มาตรการคว่ำบาตร” เพราะมีการกล่าวถึงประเด็นอ่อนไหวทางการเมืองหลายประเด็น โดยส่วนตัวไม่อยากให้มองเรื่องนี้ว่าอียูใช้มาตรการคว่ำบาตรต่อไทยเลย เพราะช่างเป็นการมองโลกในแง่ลบ เสมือนกับว่าความสัมพันธ์และมิตรภาพของไทยและอียูอันแนบแน่นและยาวนานนั้นจะต้องหยุดลง แต่อันที่จริงหากมองได้แง่ดีจะเห็นว่ามาตรการดังกล่าวอาจมิได้แย่อย่างที่สื่อหลายฝ่ายตีแผ่หรือวิพากษ์วิจารณ์กันไปเราในฐานะคนไทยควรมองย้อนดูว่าไทยและอียูจะมีทางออกเพื่อเดินหน้าและกระชับความสัมพันธ์และมิตรภาพที่มีมายาวนานระหว่างสองภูมิภาคไว้ได้อย่างไรในสภาวะที่ความสัมพันธ์อยู่ในช่วงอ่อนไหวเช่นนี้

ประเด็นที่อียูเองอาจต้องยอมรับก็คือแถลงการณ์ดังกล่าวส่งผลให้เกิดกระแสความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน หรือบางครั้งอาจเรียกได้ว่าเป็นการสร้างภาพลักษณ์ในเชิงลบต่อบทบาทของอียูที่มีต่อประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่อง “ความรู้สึก” ของคนไทยต่อมาตรการดังกล่าว ว่าเหตุอันใดอียูจึงออกมาตรการในลักษณะนี้ที่สำคัญ ในช่วงนี้คนไทยยิ่งอ่อนไหวอยู่ด้วย หลังจากที่สหรัฐฯ ก็ออกมาแสดงท่าทีในลักษณะเดียวกันออกมา ทำให้เกิดกระแส “Anti สหรัฐฯ” และ “Anti อียู” ขึ้นในหมู่ประชาชนและสื่อมวลชนไทยอยู่ไม่น้อยโดยเฉพาะใน Social Media หลายกระแส เรื่องนี้ คงฝากเป็นการบ้านของอียูที่จะมุ่งแก้ไขภาพลักษณ์ “Anti อียู” ในกลุ่มคนบางกลุ่มที่ยังไม่เข้าใจประเด็นการเมืองและการทูตระหว่างไทยและอียูอย่างลึกซึ้งกันต่อไป

สิ่งที่อยากทำตอนนี้คือการมาลองวิเคราะห์เนื้อหาของแถลงการณ์ดังกล่าวและร่วมกันคิดหาทางว่าในสถานการณ์ที่ความสัมพันธ์ทางการเมืองและการทูตอย่างเป็นทางการต้องชะลอตัวลงชั่วคราวนั้น เราจะมีกลไกใดในการเดินหน้าความสัมพันธ์และมิตรภาพของไทยและอียูเดินหน้าไปได้

คำตอบน่าจะเป็นการเดินหน้าความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจและธุรกิจให้ดำเนินไปได้แบบ business as usual โดยมิให้เรื่องการเมืองส่งผลกระทบ เราลองมองเชิงบวกมากขึ้นอีกนิด แทนที่จะใช้อารมณ์อ่อนไหวมาพิจารณาการเดินหน้าความสัมพันธ์แบบ “Anti อียู” ที่อาจทำลายโอกาสทางเศรษฐกิจและธุรกิจระหว่างสองภูมิภาค ที่อันที่จริงไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องการเมืองเลย

อันที่จริงหากเรามองจากฝ่ายอียู เราอาจเข้าใจอียูได้ดีขึ้นว่า จริงๆ อียูเองก็มีความจำเป็นที่จะต้องออกมาตรการและท่าทีในลักษณะดังกล่าว แต่เพื่อรักษาไว้ซึ่ง “หลักการ” ของการผลักดันระบอบ “ประชาธิปไตย” ในรูปแบบของตน ที่เป็นหัวใจของการดำเนินความสัมพันธ์ทางการทูตและการต่างประเทศของอียู โดยอียูได้แถลงว่า “ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว อียู “มีความจำเป็น” ที่จะต้องทบทวนการทำงาน โดยให้มีการระงับการเยือนอย่างเป็นทางการระหว่างกัน” และ “สหภาพยุโรปและประเทศสมาชิกจะไม่ลงนามในกรอบความตกลงว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนและความร่วมมือ (Partnership and Cooperation Agreement) กับประเทศไทย จนกว่าจะมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง และความตกลงอื่นๆ จะได้รับผลกระทบตามสมควร โดยประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปได้เริ่มทบทวนความร่วมมือทางทหารกับประเทศไทย”

หากวิเคราะห์ถ้อยคำที่อียูใช้ในแถลงการณ์ดังกล่าวให้ดีๆ จะเห็นว่า อียูก็มีการเปิดช่องไว้ให้นิดๆ ที่จะให้โอกาสในการสานต่อความสัมพันธ์ด้านอื่นๆ (แบบที่ไม่นับว่าเป็นความสัมพันธ์ “อย่างเป็นทางการ”) ให้เดินหน้าต่อไปได้ อาจจะเป็นประเด็นด้านเทคนิค ด้านการค้า และการอำนวยความสะดวกและดำเนินด้านเศรษฐกิจและธุรกิจต่างๆ ที่ไม่ควรหยุดชะงักไปกับประเด็นการเมือง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็เป็นความจริงที่ PCA เป็นกรอบและพื้นฐานของการประสานความร่วมมือและพันธมิตรด้านต่างๆ ระหว่างไทยและอียูอย่าง “เป็นทางการ” และการลงนาม PCA ยังเป็นข้อกำหนดสำหรับลงนามความตกลงเขตการค้าเสรี (Free Trade Agreement - FTA) ระหว่างสองภูมิภาคที่การเจรจาอย่างเป็นทางการก็ได้รับผลกระทบและต้องชะงักลงไปด้วยเช่นกัน

แต่อย่าลืมว่า หัวใจหลักของความสัมพันธ์ไทยและอียูอยู่ที่ประเด็นด้านเศรษฐกิจและธุรกิจเป็นสำคัญ การมองไปข้างหน้าเพื่อผลักดันและเดินหน้าการส่งเสริมการค้าและการลงทุนระหว่างสองภูมิภาคมิได้หยุดชะงักลง จึงเป็นเรื่องสำคัญกว่าที่จะปล่อยให้ข้อจำกัดด้านการเมืองมาปิดกั้นโอกาสและประโยชน์ด้านธุรกิจ ที่ภาคธุรกิจไทยมีอยู่มากมายในตลาดยุโรป และภาคธุรกิจยุโรปเองก็มีผลประโยชน์มากมายในประเทศไทย แม้จะการเจรจา FTA ต้องชะงักไปก่อนชั่วคราว แต่เราก็มองไปข้างหน้าและเดินหน้า business as usual ให้ได้ ที่สำคัญ ต้องเข้าใจว่าภาคธุรกิจยุโรปและนักลงทุนยุโรปเองนั้นก็เน้นการแยกแยะประเด็นทางการเมืองออกจากการทำธุรกิจและยิ่งต้องหันมาพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาส โดยมิได้มีการเมืองมาหยุดยั้งการเดินหน้าการทำธุรกิจและการลงทุนระหว่างสองภูมิภาค

นาย ฮิวจ์ วนิชประภา กรรมการบริหาร สมาคมการค้าไทย-ยุโรป (Thai European Business Association) ซึ่งเป็นสมาคมอิสระ (ที่ไม่ขึ้นกับเงินสนับสนุนของหน่วยงานภาครัฐใด) และเป็นผู้แทนของภาคธุรกิจอย่างแท้จริงที่มีบทบาทในการส่งเสริมและอำนวยความสะดวกด้านการค้าและการลงทุนระหว่างไทยและอียู แสดงความเห็นว่า ในสถานการณ์เช่นนี้ สมาคม TEBA จะเป็นกลไกที่เหมาะสมและมีบทบาทได้มากที่สุดในการส่งเสริมและผลักดันความสัมพันธ์ด้านธุรกิจและการค้าระหว่างไทยและยุโรปอย่างเต็มรูปแบบ โดยสมาคมฯ ยึดหลักการของสนับสนุนการสร้างความโปร่งใส ขีดความสามารถในการแข่งขัน และการต่อสู้กับคอร์รัปชันในทุกรูปแบบนอกจากนั้น สมาคมฯ ยังสนับสนุนให้ประเทศไทยมีบทบาทนำในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ เออีซี ที่กำลังจะเกิดขึ้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์ร่วมกันของนักลงทุนยุโรปในประเทศไทยและผู้ส่งออกไทยไปยังตลาดอียู

“Thai-European Business Dialogue” หรือ TEBD ที่จัดตั้งขึ้นภายใต้กรอบการทำงานของ TEABA จึงเป็นเครื่องมือใหม่ที่จะเป็นคำตอบให้กับทั้งภาคธุรกิจและนักลงทุนไทยในการบุกตลาดอียู และให้ธุรกิจและนักลงทุนอียูในการเข้าถึงศักยภาพและตลาดของไทยโดย TEBD เป็นกิจกรรมลักษณะ business-driven initiative ที่มีภาคเอกชนเป็นผู้ริเริ่มเพื่อเป็นเวทีในการประสานความร่วมมือและเชื่อมโยงโอกาสทางธุรกิจระหว่างภาคเอกชนไทยและยุโรปที่สนใจการดำเนินการค้าและการลงทุนในไทยและยุโรป โดยเน้นการส่งเสริมการค้าและการลงทุนระหว่างสองภูมิภาคแบบสองด้าน กล่าวคือ ทั้งภาคเอกชนยุโรปสนใจด้านการค้าและการลงทุนในประเทศไทย และภาคเอกชนไทยสนใจการค้าและการลงทุนในตลาดยุโรป โดยเน้นการเป็นเวทีให้ภาคเอกชนสองฝ่ายหารือเกี่ยวกับโอกาสและการแก้ไขปัญหาในการดำเนินธุรกิจต่างๆ ระหว่างสองภูมิภาคผ่านกิจกรรมหลักสำหรับภาคธุรกิจโดยเป็นอิสระจากประเด็นทางด้านการเมือง

ขอเชิญชวนให้ภาคธุรกิจเข้าร่วมใช้ประโยชน์จาก TEBD ซึ่งเป็นเครื่องมือ innovative ใหม่ชิ้นนี้เพื่อสร้างโอกาสทั้งในการเชื่อมโยงและขยายเครือข่ายทางธุรกิจของไทยออกไปยังตลาดยุโรป โดยไม่ย่อท้อแต่ประเด็นการเมืองของอียู

ภาคธุรกิจที่สนใจร่วมเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายและเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ของ TEBD สามารถลงทะเบียนการเข้าร่วมได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายได้ที่ [email protected] หรือ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.thaieuro.biz

-----------------------

ดร. อาจารี ถาวรมาศ เป็นผู้บริหารบริษัท Access-Europe บริษัทที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์และนโยบายเกี่ยวกับสหภาพยุโรปสำหรับภาครัฐและเอกชนไทยที่สนใจเปิดตลาดยุโรป www.access-europe.euหรือติดตามได้ที่ www.facebook.com/AccessEuropeCoLtd