วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

คดี "น้องแก้ม" ฝากคำถามอะไรให้สังคมนี้บ้าง

คดีสะเทือนขวัญเกิดขึ้นตลอดเวลาในสังคมไทย ทำให้สถิติหลายอย่างที่คนไทยได้รับยัดเยียดมาจากองค์กรต่างๆ

ที่ไม่ว่าจะตรวจสอบเราด้วยเหตุผลทางการเมืองหรือเหตุผลด้านคุณธรรมจริยธรรมจริงๆ กลายเป็นเครื่องสำทับรับรอง “ความมีอยู่จริงของปัญหาในสังคม” ว่าก่อนหน้าที่ คสช. จะเข้ามามีอำนาจ เรื่องเหล่านี้เป็นสิ่งที่อยู่คู่กับสังคมไทยมาอย่างยาวนานแบบฝังรากลึก ไม่ว่าจะเป็นปัญหาของระบบการศึกษา การทุจริตคอร์รัปชันที่ลุกลามบานปลาย กระทั่งคดีอาชญากรรมที่สูงมากเทียบชั้นกับหลายประเทศในทวีปแอฟริกาที่คนส่วนใหญ่มีความเชื่อจะผิดหรือถูกก็ตามว่าประเทศเหล่านี้ด้อยพัฒนาและล้าหลังอยู่มาก

ความจริงที่ได้ตั้งชื่อเรื่องให้เห็นเด่นชัดว่า “คดีน้องของน้องแก้ม” ได้ฝากคำถามอะไรให้สังคมได้คิดได้ทำกันนั้น มีเหตุปัจจัยหลายประการที่ต้องคิดต้องทบทวนแก้ไข โดยเฉพาะความรุนแรงในครอบครัว ต่อเด็กสตรี พบว่า แต่ละปีมีนับพันคดี ยังไม่นับเด็กนักเรียนตีรันฟันแทงกันตามถนนหนทางทั่วไป ทุกคนรู้ดีและตระหนักว่ามันเกิดขึ้น แต่การแก้ปัญหายังไม่เคยพบทางออกที่เป็นรูปธรรมยั่งยืน

กรณี “น้องแก้ม” ทางการรถไฟ ทางตำรวจ ผู้เกี่ยวข้องต่างๆ ผมเชื่อว่า จะเร่งรัดดำเนินการให้มีเวรยาม เฝ้าระวัง และตรวจตราอย่างถี่ยิบ แต่คงเป็นในระยะเดือนสองเดือนนับจากนี้ หลังจากนั้นกลไกต่างๆ ปัญหาเดิมๆ จะย้อนกลับมาอีก เพราะไม่มีใครรับหน้าที่รวมทั้งที่มีหน้าที่ก็ละเลย มีข้ออ้างมากมาย ทั้งเรื่องกำลังคน งบประมาณ ปัญหาแทรกซ้อน เมื่อเกิดเรื่องทีหนึ่งก็ตื่นตัวโหมไฟให้สังคมได้รับรู้ตื่นตระหนกกันทีหนึ่ง เป็นเช่นนี้ครั้งแล้วครั้งเล่า

ถ้าจะวิเคราะห์ได้ถึงปัญหาอื่นๆ นอกจากการแก้ปัญหาแบบ “เกาไม่ถูกที่คัน” คือ ไม่ยอมแก้กันที่ต้นตอหรือที่ระบบโครงสร้าง หรือ ใช้ภาษาชาวบ้าน คือ ไม่รู้จักแก้กันที่ตัวองค์กร หรือ บุคคลที่เป็นต้นเหตุของปัญหา มัวแต่หยิบโน่นจับนี่ทำเฉพาะเรื่องที่สังคมอ่อนไหว เห็นผลในด้านประชาสัมพันธ์โดยไม่เน้นเนื้อหาของงาน ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นพื้นฐานของการแก้ปัญหาอย่างที่คนในสังคมของเราชอบกระทำกัน ทำกันอย่างที่ภาษิตคุ้นชินกันว่า “เป็นภารกิจแบบไฟไหม้ฟาง” ทำให้เหมือนพิธีกรรม ที่ต้องทำ แต่ไม่เคยเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าทำเพื่ออะไร ผลที่ได้จะไปสู่ผลลัพธ์อย่างใด

หากย้อนถึงเรื่องที่เคยพูดกันก่อนหน้านี้ว่า “คุณภาพคน” หรือ ทรัพยากรบุคคลเป็นเรื่องที่วัดถึงศักยภาพในการพัฒนา ในการสร้างความเจริญก้าวหน้าและความสำเร็จให้สังคมต่างๆ เหมือนบทความเมื่อราวๆ กว่าขวบปีที่ผมเคยนำเสนอถึงสาเหตุที่ “คนยุโรปมองเห็นถึงสาเหตุสำคัญที่ทำให้พวกเขาเอาชนะคนเอเชียได้” ทั้งที่คนเอเชียมีความก้าวหน้าทางอารยธรรมมาก่อนคนในยุโรปและอเมริกา ได้ย้ำเน้นให้ได้เห็นเป็นประจักษ์ ไม่ต้องดูอื่นไกล ผลการแข่งขันฟุตบอลโลก ชาติในยุโรปขวัญใจคนไทยนอกจาก “ทีมชาติอังกฤษ” คงหนีไม่พ้น “ทีมชาติเยอรมัน”

มาตรฐานความเป็น “เยอรมัน” ส่งต่อถ่ายทอดให้เห็นมาทั้งในแง่นวัตกรรม เทคโนโลยี ระเบียบวินัย กระทั่งการจัดทีมการแข่งขัน ความมุ่งมั่นในการเอาชนะ ใส่ใจเนื้อหาไม่สนใจรูปแบบพิธีการ และยังคงยึดมั่นใน “ความเป็นชาตินิยม” สิ่งเหล่านี้จัดได้ว่า เป็น “ของดี เป็นหัวใจสำคัญ” ที่ทำให้คนเยอรมันมีศักยภาพ และถ้าพูดกันง่ายๆ หากคุณภาพคนในสังคมอื่นๆ ประพฤติปฏิบัติตน และแสวงหาทักษะความรู้ เพิ่มพูนศักยภาพได้เหมือนคนเยอรมัน ก็น่าจะสบายใจได้ว่า โอกาสในการพัฒนาแก้ปัญหาต่างๆ คงไม่ยากเกินความสามารถ รวมทั้งพิษภัยร้ายทางสังคมที่มีอยู่ในทุกสังคม แต่กระบวนการวิธีการแก้ปัญหาอย่างสมเหตุสมผลและสะท้อนกระบวนการทำงานอย่างเป็นระบบแบบแผน เรามี “เยอรมนี” เป็นตัวแบบสำคัญตัวแบบหนึ่ง

นอกจาก “คุณภาพคน” ที่ทำให้ปัญหาต่างๆ หมักหมมเพิ่มพูน เรายังต้องไม่ลืมด้วยว่า “สื่อทางสังคมออนไลน์” โลกเสมือนจริงทางอินเทอร์เน็ต เป็นอีกมูลฐานหนึ่งที่นำไปสู่ปัญหาอย่างที่เกิดขึ้นในทุกวันนี้ เพราะคนแทบไม่พูดกันด้วยลักษณะวิธีการแบบเดิม การสนทนาไปมาหาสู่แบบต้องพบปะเจอหน้าค่าตากัน กลายเป็นสังคมที่ติดต่อประสานงานกันผ่าน “ระบบอิเล็กทรอนิกส์” มีโปรแกรมการสื่อสารทางโลกออนไลน์ เช่น โปรแกรมไลน์ ทวิตเตอร์ เฟซบุ๊ค ทำให้เกิดระบบสังคมแบบที่เรียกว่า “สังคมก้มหน้า” เพราะสังคมออนไลน์ ขาดการปรึกษาหารือ บางครั้งแทรกด้วย “ยาพิษ ยาขม” มากมายโดยเฉพาะภาพอนาจารทางเพศที่มีอยู่อย่างดาษดื่น

การไล่ตามจัดการกับเว็บลามกเหล่านี้คงสุดความสามารถของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่วิธีการที่ต้องกระทำควบคู่และมักลืมไป ก็คือ “การให้ทักษะ ความรู้ อย่าง รู้เท่าทัน และติดเขี้ยวเล็บเกราะป้องกันภัยคุกคามทางสื่อเหล่านี้ให้เด็กและเยาวชนของเรา” จะได้ไม่ต้องทนเห็นภาพของเด็กหนุ่มสาวในวัยไม่พ้นมัธยมต้นเดินกอดเกี่ยวแสดงความรักความรู้สึกต่อกันแบบผู้ใหญ่ แทนที่จะอยู่ในชั้นเรียนหรืออยู่กับผู้ปกครองผู้หวังดีในเวลาที่ควรจะเป็นเช่นนั้น สิ่งเหล่านี้คือ “ข้อบ่งชี้” ของปัญหา

เราอาจไม่จำเป็นต้องแก้กฎหมาย หรือเพิ่มบทลงโทษ เพราะการนำเสนอในวันนี้ดูเหมือนมีคนจำนวนมากจะพยายามนำเสนอหลายสิ่งหลายอย่างตามความนึกคิดความฝันของตน หรือหลายคนอาจแทรกซึมเข้ามาด้วยผลประโยชน์อื่นๆ ทำให้การดำเนินการแก้ไขปัญหาความรุนแรงในสังคมต้องกระทำอย่างได้รับความร่วมมือของทุกฝ่ายอย่างจริงใจ ด้วยความทุ่มเทแก้ไขปัญหาสังคมที่รากฐานของปัญหามากกว่าการตีเกาะเคาะไม้เรียกร้องความสนใจเพื่อให้หน่วยงานของตน หรือ คณะทีมงานของตนได้มีพื้นที่ยืนทางสังคมเหมือนดังที่มีความพยายามกันอยู่ให้เห็น