ท่ามกลางกระแสการปฏิรูปซึ่งกำลังเป็นที่พูดถึงกันอยู่ในสังคมไทยเวลานี้ การปฏิรูประบบเศรษฐกิจให้มีความเป็นธรรม
นับเป็นประเด็นสำคัญประเด็นหนึ่ง และเกือบทุกครั้งที่มีการกล่าวถึงการปฏิรูประบบเศรษฐกิจ “ภาษีมรดก” ก็มักจะถูกหยิบยกมาอ้างเสมอๆ ในฐานะเป็นเครื่องมือลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและกระจายความมั่งคั่งจากบุคคลออกไปสู่สังคม จึงขอนำท่านผู้อ่านไปทำความรู้จักเกี่ยวกับภาษีมรดกที่หลายคนอาจจะยังไม่ทราบว่าคืออะไร และจัดเก็บกันอย่างไร
หลายคนคงยังไม่ทราบว่าประเทศไทยก็เคยมีการจัดเก็บภาษีมรดกมาแล้ว ซึ่งเป็นตามพระราชบัญญัติอากรมฤดกและการรับมฤดก พุทธศักราช 2476 โดยเป็นการจัดเก็บภาษีจากกองมรดกของผู้ตาย หรือเรียกโดยทั่วไปว่า “ภาษีกองมรดก” (Estate Tax) นั่นเอง ภาษีชนิดนี้จะต้องนำทรัพย์สินที่กฎหมายกำหนดไว้มารวมคำนวณและตีราคาทรัพย์มรดกออกมาเป็นจำนวนเงิน แล้วนำหนี้สินต่างๆ มาหักลบออก เหลือเป็นฐานในการคำนวณภาษีตามอัตราที่กฎหมายกำหนด ซึ่งหากคำนวณแล้วมีจำนวนเกินกว่า 10,000 บาท จึงต้องเสียภาษีมรดก แต่ถ้าหากมีจำนวนไม่เกิน 10,000 บาทก็ได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษี
นอกจากการจัดเก็บภาษีจากกองมรดกของผู้ตายแล้ว กฎหมายดังกล่าวยังกำหนดให้มีการจัดเก็บ “ภาษีจากการรับมรดก” (Inheritance Tax) จากทายาทผู้รับมรดกแต่ละคนอีกชั้นหนึ่งด้วย โดยกำหนดให้มีการลดหย่อนเพิ่มเติมตามสภาพของผู้ที่ได้รับทรัพย์มรดก และหากจำนวนมรดกที่ได้รับเกินกว่า 10,000 บาท ก็ต้องเสียภาษีจากการรับมรดกด้วย
อย่างไรก็ดี กฎหมายดังกล่าวถูกยกเลิกในปี พ.ศ. 2487 ด้วยเหตุผลที่สำคัญหลายประการ เช่น ปัญหาในการตีราคาทรัพย์สินอันเป็นทรัพย์มรดก (Valuation) เพื่อให้เกิดความพึงพอใจเป็นที่ยอมรับของประชาชนผู้มีหน้าที่เสียภาษี อีกทั้งขั้นตอนและวิธีการของการตีราคาทรัพย์สินก่อให้เกิดปัญหาความยุ่งยากและเกิดความล่าช้าในการปฏิบัติงานของเจ้าพนักงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งยังมีปัญหาการจัดเก็บภาษีซ้ำซ้อน (Double Tax) กล่าวคือ จัดเก็บภาษีจากทั้งกองมรดกของผู้ถึงแก่ความตายและยังจัดเก็บจากทายาทแต่ละคนที่ได้รับส่วนแบ่งของทรัพย์มรดกอีกด้วย จนทำให้ผู้ได้รับทรัพย์มรดกมีการวางแผนภาษีเพื่อหลีกเลี่ยงภาษีมรดก อันส่งผลกระทบให้กฎหมายนี้ไม่อาจบรรลุผลตามวัตถุประสงค์เท่าที่ควร
นอกจากนี้ ยังมีปัญหาในด้านต้นทุนภาครัฐที่ใช้ในการจัดเก็บภาษี เมื่อเปรียบเทียบกับรายได้ที่รัฐสามารถจัดเก็บภาษีมรดกได้แล้ว ถือว่าไม่คุ้มค่ากับงบประมาณที่ใช้ในการจัดเก็บภาษี รวมทั้งภาระงานของหน่วยงานที่จัดเก็บ คือ กรมสรรพากรซึ่งในยุคนั้นทำหน้าที่ในการจัดเก็บภาษีอื่นๆ ด้วย ไม่ว่าจะเป็นภาษีเงินได้ ภาษีบริโภค ภาษีโรงเรือน อากรแสตมป์ ภาษีธนาคารและประกันภัย ซึ่งสร้างภาระงานให้แก่เจ้าหน้าที่มากพอสมควรอยู่แล้ว อย่างไรก็ดี ประการหลังนี้อาจจะไม่ใช่เหตุผลหลักในการยกเลิกการจัดเก็บภาษีมรดกเสียทีเดียว
อย่างไรก็ตาม จากปัญหาการจัดเก็บภาษีมรดกที่กล่าวมาข้างต้น แท้จริงแล้วฝ่ายรัฐสามารถแก้ปัญหาได้ด้วยการจัดตั้งหน่วยงานเฉพาะทำหน้าที่ในการตีราคาทรัพย์มรดกโดยใช้ราคาตลาดที่เป็นธรรม เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของผู้มีหน้าที่เสียภาษี หากผู้เสียภาษีไม่เห็นด้วยกับการตีราคาทรัพย์มรดกหรือคำสั่งให้เสียภาษีมรดกของเจ้าพนักงาน ผู้เสียภาษีสามารถยื่นอุทธรณ์ได้ หรือในกรณีปัญหาเรื่องวิธีการตีราคาทรัพย์สินที่มีขั้นตอนยุ่งยากนั้น ฝ่ายรัฐก็ควรปรับลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็นออกไป เพื่อให้เกิดความรวดเร็วในการปฏิบัติงานของเจ้าพนักงาน ส่วนในกรณีปัญหาการจัดเก็บภาษีซ้ำซ้อน ก็สามารถแก้ไขปัญหาได้โดยไม่ควรจัดเก็บทั้งภาษีกองมรดกและภาษีการรับมรดกดังเช่นที่เคยปฏิบัติมา แต่ควรจัดเก็บเฉพาะภาษีกองมรดกอย่างเดียวเพื่อความสะดวกในการจัดเก็บ และไม่ก่อให้เกิดภาระภาษีแก่ผู้ได้รับมรดกมากเกินไป
เมื่อพิจารณาถึงแนวทางแก้ไขปัญหาที่กล่าวมา จึงเกิดความเคลื่อนไหวของหลายภาคส่วนที่มีแนวคิดในการนำกฎหมายภาษีมรดกมาใช้บังคับในประเทศไทยอีกครั้ง โดยให้เหตุผลว่า ภาษีมรดกนั้นเป็นการจัดเก็บภาษีทางตรง (Direct Tax) ซึ่งคำนึงถึงหลักความสามารถในการจ่ายภาษีของผู้มีหน้าที่เสียภาษีเป็นสำคัญ (Ability to pay) โดยจัดเก็บภาษีเฉพาะผู้ที่ได้รับทรัพย์มรดกในจำนวนมากเท่านั้น อันจะเป็นการช่วยทำให้รัฐบาลมีรายได้เพิ่มมากขึ้น ส่วนผู้ที่ได้รับทรัพย์มรดกในจำนวนไม่เกินเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดไว้ ก็อาจกำหนดมาตรการพิเศษเพื่อให้ได้รับการยกเว้นไม่ต้องเสียภาษี เช่น ยกเว้นให้แก่ทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกในจำนวนน้อยและมีฐานะยากจน
นอกจากนี้ ยังอาจกำหนดให้ยกเว้นทรัพย์สินบางประเภทโดยไม่ต้องนำมาคำนวณเป็นมูลค่าของกองมรดก เช่น ที่ดินเพื่อการเกษตรกรรมของผู้มีอาชีพกสิกร ทรัพย์มรดกที่ยกให้เป็นของทางราชการ มูลนิธิหรือสมาคมที่เป็นองค์กรสาธารณกุศล เป็นต้น แต่การกำหนดมาตรการยกเว้นดังกล่าวก็อาจก่อให้เกิดผลเสียได้เช่นกัน คือ อาจจะมีผู้มีหน้าที่เสียภาษีจำนวนหนึ่งใช้การยกเว้นนั้นเป็นช่องทางหนึ่งในการหลีกเลี่ยงภาษีมรดกก็ได้ จึงต้องมีการพิจารณาโดยรอบคอบในการกำหนดเกณฑ์ดังกล่าว
จากที่กล่าวมา ผู้เขียนหวังว่าอาจเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยจุดประกายให้ภาครัฐมองเห็นถึงความสำคัญของภาษีมรดก และนำกฎหมายว่าด้วยการจัดเก็บภาษีมรดกกลับมาใช้บังคับในประเทศไทยอีกครั้งหนึ่ง เพื่อเป็นเครื่องมือในการปฏิรูปที่จะสร้างความเป็นธรรมทางสังคมให้แก่ประเทศไทยอย่างแท้จริง






