หากมองย้อนกลับไปตั้งแต่ปลายปีที่แล้วต่อเนื่องมาจนถึงต้นปีนี้ เศรษฐกิจไทยดูจะซบเซา
เนื่องจากมีหลายปัจจัยที่คอยฉุดรั้งการขยายตัวทางเศรษฐกิจไว้ เช่น หนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง และการส่งออกที่ฟื้นตัวช้า ส่วนหนึ่งมาจากการที่ไทยยังไม่สามารถยกระดับเทคโนโลยีการผลิตสินค้าที่ตรงกับความต้องการของโลก เช่น สมาร์ทโฟน ประกอบกับตลาดส่งออกในเอเชียเริ่มชะลอตัว รวมไปถึงมีเหตุการณ์ทางการเมืองที่ทำให้บทบาทของภาครัฐในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจทำได้ไม่เต็มที่ สร้างความไม่แน่นอนในระบบเศรษฐกิจ และบั่นทอนความเชื่อมั่นของภาคเอกชนลง ณ เวลานั้นจึงยากที่จะคาดเดาว่าเศรษฐกิจไทยจะเดินไปในทิศทางใด และหลายฝ่ายกังวลว่าเศรษฐกิจไทยจะซึมยาวตลอดทั้งปี 2557 หรือไม่
อย่างไรก็ดี การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคมที่ผ่านมา ทำให้ความไม่แน่นอนในระบบเศรษฐกิจลดลง ภาพการฟื้นตัวของเศรษฐกิจชัดเจนขึ้นโดยเริ่มจากความเชื่อมั่นของภาคเอกชนที่กลับมา บวกกับ 4 ปัจจัยสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ทำให้เศรษฐกิจไทยหลังจากนี้มีแนวโน้มฟื้นตัวได้เร็วเป็นรูปตัววี ก่อนจะกลับสู่ภาวะปกติในปี 2558 โดยปัจจัยสนับสนุน 4 ข้อนั้น ได้แก่ (1) เศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวต่อเนื่อง ซึ่งจะทำให้การส่งออกของไทยทยอยปรับดีขึ้น (2) การบริหารราชการแผ่นดินที่สามารถดำเนินได้ตามปกติ ทำให้ภาคการคลังมีบทบาทกระตุ้นเศรษฐกิจได้มากขึ้น จากการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณโดยเฉพาะโครงการลงทุนที่ล่าช้าออกมาในช่วงต้นปี และการเร่งจัดทำ พ.ร.บ.งบประมาณประจำปี 2558 ให้ทันประกาศใช้ได้ตามกำหนดในวันที่ 1 ตุลาคม 2557
(3) การใช้จ่ายภาคเอกชนที่จะกลับมาขยายตัวหลังจากที่ใช้จ่ายอย่างระมัดระวังในช่วงที่ผ่านมา เนื่องจากความชัดเจนของนโยบายภาครัฐ รวมกับการส่งออกที่ค่อยๆ ฟื้นตัว และภาวะการเงินที่ยังผ่อนคลาย จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นและเสริมฐานะการเงินของภาคเอกชนให้ดีขึ้น ส่งผลให้ภาคครัวเรือนกลับมาจับจ่ายใช้สอย เช่นเดียวกับภาคธุรกิจกลับมาลงทุนในโครงการที่เลื่อนออกมาตั้งแต่ช่วงต้นปีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต ตอบสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้น รวมทั้งเตรียมรองรับโครงการลงทุนของรัฐที่มีแผนจะดำเนินงานต่อ ประกอบกับ (4) ภาคการท่องเที่ยวไทยที่มีแนวโน้มฟื้นตัวเร็วหลังความกังวลของนักท่องเที่ยวต่อเหตุการณ์ทางการเมืองทยอยคลี่คลาย
อย่างไรก็ดี แม้ว่าเศรษฐกิจไทยจะมีแนวโน้มฟื้นตัวเร่งขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี แต่ยังมีประเด็นสำคัญที่ต้องติดตาม ทั้งในแง่ของผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและแนวนโยบายใหม่ของภาครัฐที่อาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนเป็นระยะ อาทิ นโยบายด้านแรงงานต่างด้าว นโยบายด้านพลังงาน และความคืบหน้าของโครงการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐ รวมทั้งในแง่ของแนวโน้มการฟื้นตัวของการส่งออกไทยที่ยังมีข้อจำกัดในเทคโนโลยีการผลิตและต้องเผชิญกับโครงสร้างการค้าโลกที่เปลี่ยนแปลงไปเนื่องจากเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มลดการพึ่งพาการค้าลงเมื่อเทียบกับในอดีต ประเด็นเหล่านี้จะส่งผลกระทบต่อความเร็วและความต่อเนื่องของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ โดยแต่ละสำนักวิเคราะห์เศรษฐกิจอาจมองขนาดของผลกระทบที่มีต่อเศรษฐกิจแตกต่างกันไป ซึ่งความเห็นที่ไม่ตรงกันนี้เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ตัวเลขคาดการณ์อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจปี 2557 แตกต่างกันระหว่างสำนักฯ
ดังนั้น เศรษฐกิจปี 2557 จะขยายตัวได้เท่าใด จะเท่ากับที่หลายๆ ฝ่ายหวังไว้หรือไม่ จึงขึ้นอยู่กับทั้งภาครัฐและภาคเอกชน โดยภาครัฐควรเร่งออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคเอกชน พร้อมกับเร่งใช้จ่ายงบประมาณโดยเฉพาะในโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานประเภทการขนส่งและคมนาคม ซึ่งนอกจากจะเป็นการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นแล้ว ยังเป็นการช่วยปลดล็อกข้อจำกัดด้านการขนส่งให้กับภาคเอกชนอีกทางหนึ่งด้วย
ส่วนผู้ประกอบการไทยควรเร่งปรับตัวลดข้อจำกัดด้านการผลิตของภาคอุตสาหกรรม เพราะถ้าหากภาคธุรกิจยังมัวรีรอไม่เริ่มลงทุนให้ทันกาล ภาคอุตสาหกรรมของไทยจะยังมีข้อจำกัดในการผลิตและไม่สามารถผลิตสินค้าที่มีเทคโนโลยีสูงขึ้นเพื่อรองรับความต้องการของโลกที่เปลี่ยนแปลงได้ ขณะที่ประเทศใกล้เคียงเรากำลังรุดหน้าพัฒนาขีดความสามารถของประเทศตนอย่างเต็มกำลัง ดังนั้น แม้ว่าเศรษฐกิจโลกจะดีขึ้น การส่งออกของไทยก็คงไม่สามารถเกาะกระแสการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก และยังจะส่งผลให้เศรษฐกิจไทยปี 2557 ฟื้นตัวช้า และบั่นทอนความสามารถในการแข่งขันในระยะยาวของไทยลงอีกด้วย จึงถือว่าเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ภาคเอกชนจะเข้ามามีส่วนร่วมในการกระตุ้นเศรษฐกิจพร้อมกับปลดล็อกข้อจำกัดของประเทศ โดยการเร่งลงทุนเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดการพึ่งพาแรงงานที่มีแนวโน้มตึงตัวมากขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร พร้อมทั้งยกระดับคุณภาพและเพิ่มมูลค่าของสินค้าให้มากขึ้น
ทั้งนี้ หากความพยายามนี้ประสบความสำเร็จ นอกจากเศรษฐกิจปี 2557 จะขยายตัวได้ตามที่หลายๆ ฝ่ายหวังไว้แล้วนั้น ยังอาจเป็นจุดเปลี่ยนที่ไทยสามารถพลิกวิกฤติเป็นโอกาสช่วยให้เศรษฐกิจไทยในระยะยาวมีแนวโน้มการเติบโตที่เข้มแข็งขึ้นอีกด้วย









