17 ปีวิกฤติต้มยำกุ้ง 2540 ของไทยที่เพิ่งก้าวผ่านพ้นไปเมื่อวันที่ 2 ก.ค. ท่ามกลางภาวะการเงินโลก
ที่มีความสลับซับซ้อน และมีประเด็นสำคัญที่น่าสนใจและท้าทายอย่างยิ่ง เพราะเป็นส่วนหนึ่งของวัฏจักรวงจรการเงินโลกที่กำลังมีการเปลี่ยนแปลงบริบทใหม่ จากความสำคัญในการเป็นศูนย์กลางการเงินโลก จะถูกโยกจากซีกโลกตะวันตกมาสู่ซีกโลกตะวันออกในอนาคตอีกไม่ยาวไกลนัก เหตุผลเป็นเพราะว่าเอเชียกลายเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่ของสหรัฐอเมริกา ประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดของโลกเป็นเม็ดเงินถึง 7 ล้านล้านดอลลาร์ ขณะที่ยอดหนี้รวมของรัฐบาลสหรัฐมีอยู่ราว 17 ล้านล้านดอลลาร์หรือ 110% ของจีดีพีนั่นหมายถึงพลังอำนาจและการต่อรองที่เคยอยู่เหนือตลาดโลกของสหรัฐกำลังถูกบีบให้อ่อนแรงลง
หากมองย้อนเวลากลับไป วิกฤติต้มยำกุ้งตอบโจทย์อะไรได้บ้างหลังผ่านไป 17 ปี ประการแรก เกิดภาพที่ฝ่ายหนึ่งมองว่า โลกต้องมีการ rebalancing คือการปรับตัวให้เกิดความสมดุลย์ โดยเอเชียจะมีจีนนำหัวขบวนและเงินหยวน จะเข้ามีบทบาทเป็นสกุลหลักแทนที่เงินดอลลาร์ ทั้งด้านการค้าและการลงทุน โดยที่สกุลเงินเอเชียจะมีค่าที่แข็งขึ้นในฐานะเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่ ส่วนเงินดอลลาร์ก็จะอ่อนค่าลงเรื่อยๆในฐานะที่สหรัฐเป็นลูกหนี้รายใหญ่ ที่จะต้องจัดการบริหารหนี้ และแก้ไขปัญหาหนี้สินให้กลับมาอยู่ในระดับที่มีความเหมาะสม เพื่อที่สหรัฐจะสามารถยืนในจุดที่มีฐานะเศรษฐกิจแข็งแกร่ง แต่มีอีกฝ่ายหนึ่งกลับบอกว่าต้อง reset ยกเครื่องระบบการเงินโลกใหม่ เพราะเกิดความไม่เสมอภาคต่อระบบการเงินของโลก จนทำให้เกิดแนวคิดไม่ใช้เงินดอลลาร์ในการชำระสินค้าหรือลงทุนของกลุ่มบริกส์ที่ประกอบด้วยบราซิล รัสเซีย อินเดีย จีน และแอฟริกาใต้
ประการที่สองต่อมา คือการเกิดปัญหาภาวะหนี้ท่วมโลกทั้งที่เกิดจากรัฐบาลและธุรกิจเอกชน โดยเฉพาะบีไอเอส หรือ Bank For International Settlements มีรายงานล่าสุดระบุว่าหนี้สินของกลุ่มประเทศขนาดใหญ่ที่พัฒนาแล้วมีสัดส่วนถึง 275% ของจีดีพี ขณะที่หนี้สินของกลุ่มประเทศเกิดใหม่มีสัดส่วนอยู่ที่ 175% ของจีดีพี เนื่องมาจากการลงทุนและใช้จ่ายเงินที่เกินตัวของรัฐบาลประเทศต่างๆ โดยเฉพาะจากกลุ่มประเทศตะวันตกทั้งสหรัฐ และสหภาพยุโรปใช้ธนาคารกลางปั๊มเม็ดเงินใหม่มาอุ้มธนาคาร และธุรกิจขนาดใหญ่ไม่ให้กิจการต้องล้มละลายลง ซึ่งถือเป็นการไร้วินัยการเงินโดยพิมพ์เงินผ่านการผ่อนคลายเงินเชิงปริมาณ หรือ QE ส่งผลให้ปริมาณเงินล้นตลาดการเงินโลก ซึ่งปัญหาดังกล่าวจะส่งผลต่อภาวะเงินเฟ้อในอนาคต และตามมาด้วยอัตราดอกเบี้ยที่ต้องปรับตัวเพิ่มขึ้นอีก 2-3% ในอนาคตอันใกล้หรือราวหนึ่งถึงสองปีจากนี้ไป
บทเรียน 17 ปีวิกฤติต้มยำกุ้งที่พลิกบริบทใหม่การเงินของเอเชีย นอกจากการแสวงหาความร่วมมือทางการเงิน โดยความพยายามใช้หยวนขึ้นมาเป็นสกุลหลัก ซึ่งธนาคารกลางของจีนได้เข้ามาเพิ่มบทบาทการเงินระหว่างประเทศมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยการทำสัญญาสว็อปเงินหยวนกับเงินสกุลของประเทศที่เป็นคู่ค้ารวม 22 ประเทศ เป็นยอดเงินรวมกว่า 1.8 ล้านล้านหยวน โดยรัฐบาลจีนกำลังแสวงหาองค์กรเพื่อเพิ่มบทบาททางการเงิน จากการเป็นทวิภาคีไปเป็นพหุภาคี เช่น การผลักดันเอดีบีหรือธนาคารเพื่อพัฒนาเอเชีย ให้ทำหน้าที่เป็นกองทุนการเงินระหว่างเอเชีย หรือ AMF (Asian Monetary Fund) เหมือนกับ IMF (International Monetary Fund) ที่ถูกกำกับบทบาทโดยสหภาพยุโรป แต่ยังมีอีกหนึ่งปัญหาที่เอเชียยังต้องระมัดระวังการแทรกซ้อนและอาจไม่ราบรื่น เนื่องจากภาคการเมืองที่เน้นเพิ่มการใช้จ่ายและการก่อหนี้ จนส่งผลให้เกิดเป็นจุดอ่อนกลายเป็น fail state เช่นเดียวกับซีกโลกตะวันตกในขณะนี้






