ช่วงนี้มีคนเปรยให้ได้ยินบ่อย ๆ ว่า เดี๋ยวนักการเมืองกลับมา ทุกอย่างก็กลับไปเหมือนเดิมอีก
ซึ่งแปลว่าคนจำนวนหนึ่งไม่มีความหวังว่าสิ่งที่เรียกว่า “สภาปฏิรูป” ที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติเตรียมจะประกาศตั้งในเร็ว ๆ นี้จะสามารถแก้ปัญหาการเมืองของประเทศได้
หากเป็นเช่นนั้นจริง ก็ย่อมหมายความว่าช่วง “ไม่ปกติ” ขณะนี้ไม่ได้ช่วยให้เรากลับไปสู่ “ภาวะใหม่” ที่จะให้ความหวังว่าบ้านเมืองจะไม่กลับไปสู่ “ภาวะปกติแบบเดิม” ที่ไม่มีใครอยากเห็นอีก
การที่ใครจะตั้งความหวังว่า คสช. มีเวลาเพียงแต่ปีเศษ ๆ จะสามารถทำให้คุณภาพนักการเมืองดีขึ้นและเราจะไปสู่ “ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์” อย่างที่ทุกฝ่ายเรียกร้องต้องการ ย่อมเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยากยิ่ง
ธรรมนูญการปกครองชั่วคราว, สภานิติบัญญัติแห่งชาติ, คณะรัฐมนตรี, และสภาปฏิรูป ที่กำลังจะเกิดขึ้นตาม Roadmap ของ คสช. นั้นไม่ได้เป็นเครื่องรับประกันว่า เราจะไม่กลับไปเจอกับนักการเมืองที่เข้าแข่งขันในการเลือกตั้งเพียงเพื่อจะเข้าสู่อำนาจและใช้อำนาจนั้นเพื่อตนเองและกลุ่มของตนเอง
ไม่มีใครรับรองว่าคอร์รัปชันจะกลับมาเหมือนเดิม และไม่มีใครสามารถบอกได้ว่าการเลือกตั้งครั้งต่อไปจะนำมาซึ่งรัฐบาลที่ซื่อสัตย์และมีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม
และหากปัจจัยการเมืองยังเหมือนเดิม ก็ไม่มีอะไรยืนยันได้ว่าความขัดแย้ง แบ่งสี แบ่งฝ่ายจะไม่หวนกลับมาหลอกหลอนคนไทยทั้งประเทศอีกครั้งหนึ่ง
เพราะโดยพื้นฐานแล้วยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรม
ผมตั้งวงเสวนากับผู้นำองค์กรเอกชนสำคัญ ๆ ของประเทศ เช่น สภาหอการค้า, สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคาร เมื่อสัปดาห์ก่อน ตั้งคำถามว่าเอกชนไทยที่ได้ชื่อว่ามีประสิทธิภาพกว่าฝ่ายการเมือง และข้าราชการมากนั้นจะมีส่วนร่วม “ปฏิรูปการเมือง” ได้อย่างไร
ถามง่าย ๆ ว่าถ้าคนไทยยังปล่อยให้ “การเมืองเรื่องบ้านเมือง” เป็นเรื่องของ “นักการเมือง” และ “นักเลือกตั้ง” เหมือนเดิม เราจะมีความหวังว่าบ้านเมืองจะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นได้อย่างไร
คำตอบที่ผมได้รับก็คือว่า ต่อไปนี้เอกชนจะต้องตื่นตัวและมีบทบาทในเรื่อง “การเมือง” มากขึ้น และจะต้องมีส่วนสำคัญในการ “ปฏิรูปการเมือง” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หาไม่แล้ว นักเลือกตั้งก็จะได้อำนาจการเมืองและสามารถสร้างความปั่นป่วนให้กับทุกวงการอย่างที่เราประสบมาแล้วจนเกิดวิกฤตที่นำไปสู่การรัฐประหารที่ไม่มีใครอยากเห็น
ดังนั้น ในโครงสร้างสังคมใหม่ เอกชนทุกภาคส่วนจะต้องมีบทบาทในเรื่อง “การเมือง” ภาคประชาชนอย่างคึกคัก เพื่อตรวจสอบและยกระดับคุณภาพของนักการเมือง ด้วยการเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการทำงานทางด้านการเมือง อันหมายถึงการนำเสนอข้อมูลและทางออกในนโยบายสำคัญ ๆ ที่มีผลต่อการสร้างชาติอย่างจริงจัง
คอร์รัปชันจะลดไปจากวงการการเมืองและข้าราชการได้เมื่อองค์กรเอกชนและภาคส่วนประชาชนเข้าไปอยู่ในกระบวนการตรวจสอบและป้องกันปัญหาในระดับชาติ
ความสามารถในการแข่งขันของไทยจะกระเตื้องขึ้นได้ เอกชนจะต้องเข้าไปเสนอการแก้ไขกฎกติกาและมีบทบาทในทุกขั้นตอนของการปรับปรุงกลไกทุกด้าน เพื่อขจัดอุปสรรคที่ทำให้ประเทศไทยถดถอยในลำดับของความสามารถในการแข่งขันมาตลอด
เหตุที่เป็นเช่นนั้นเพราะเราปล่อยให้เรื่องสำคัญระดับชาติ เป็นอำนาจหน้าที่ของนักเลือกตั้งแต่เพียงกลุ่มเดียว
ดังนั้น การรวมตัวขององค์กรเอกชนและภาคประชาชน จะต้องไม่เกิดขึ้นเพียงเมื่อบ้านเมืองมีปัญหาเท่านั้น แต่จะต้องเป็นเรื่องที่ต้องทำเป็นกิจวัตรปกติ และต้องสร้างเครือข่ายประชาชนทั่วประเทศเพื่อไม่ให้นักการเมืองเอาภาษีของเราไปใช้ในทางที่ผิด หรือเอาไปสร้างคะแนนด้วยนโยบาย “ประชานิยม” อันเป็นการ “ซื้อเสียงล่วงหน้า” สำหรับการเลือกตั้งครั้งต่อไป
กฎหมายวันนี้ยังระบุไม่ให้สมาคมหรือองค์กรเอกชน “ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง” เสมือนหนึ่งว่าการเมืองเป็นเรื่องสงวนเอาไว้สำหรับนักเลือกตั้งเท่านั้น
นั่นคือสาเหตุแห่งวิกฤตของบ้านเมืองมาตลอด
จากนี้ไปทุกคนต้องเลิก “เล่น” การเมือง หันมา “ทำงานการเมืองจริง ๆ” กันอย่างกว้างขวางและต่อเนื่อง
อย่างที่ฝรั่งบอกว่า ‘Politics is too important to be left to politicians.’ (การเมืองเป็นเรื่องสำคัญเกินกว่าที่จะปล่อยให้เป็นเรื่องของนักการเมือง)
เพราะระบอบประชาธิปไตยมิใช่ระบบการปกครอง ที่เรื่องการเมืองถูกผูกขาดโดยนักเลือกตั้งเท่านั้น









