การแต่งตั้งคณะกรรมการนโยบาย และกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)
ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นั่งเป็นประธานกรรมการ พร้อมกรรมการและผู้ทรงคุณวุฒิอีก 16 คน หรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่า “ซูเปอร์บอร์ด” เป็นการตอกย้ำความพยายามของ คสช.ในการปรับปรุงประสิทธิภาพและยกเครื่องการทำงานของรัฐวิสาหกิจทั้ง 56 แห่งหลังเข้ามาควบคุมอำนาจและบริหารงานได้ครบ 1 เดือน
ที่ผ่านมารัฐวิสาหกิจโดยเฉพาะที่อยู่ภายใต้การกำกับของกระทรวงเกรดเอเป็นที่หมายปองของนักการเมืองที่จะเข้าไปฉกฉวยผลประโยชน์ โดยการแต่งตั้งคนใกล้ชิดหรือพวกพ้องเข้าไปนั่งในบอร์ด สร้างอาณาจักรและขุมกำลังทางการเมืองในองค์กรต่างๆ ซึ่งนอกจากทำให้องค์กรอ่อนแอ ประเทศชาติก็เสียหายเพราะไม่ได้รับประโยชน์จากการดำเนินการของหน่วยรัฐวิสาหกิจต่างๆ อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย
คสช.คงจะรู้ปัญหานี้ดี สะท้อนผ่านรองหัวหน้า คสช.ฝ่ายเศรษฐกิจที่ได้ปรารภว่าให้กรรมการในบอร์ดรัฐวิสาหกิจต่างๆ พิจารณาตัวเองหากไม่มีเวลาหรือไม่มีคุณสมบัติก็ให้พิจารณาลาออกจากตำแหน่ง หลังจากนั้น พล.อ.ประยุทธ์ก็สั่งการให้แต่ละรัฐวิสาหกิจไปปรับลด “สิทธิประโยชน์ส่วนเกิน” ของกรรมการ
ผมได้พบกับอดีตกรรมการในบอร์ดรัฐวิสาหกิจ 2 คน ขอให้วิเคราะห์ให้ฟังว่าอะไรคือปัญหาสำคัญในรัฐวิสาหกิจ คนแรกเป็นอดีตกรรมการในบอร์ดของรัฐวิสาหกิจที่เก่าแก่ที่สุดของประเทศไทย บอกว่าปัญหาในรัฐวิสาหกิจคือเรื่องของ “วัฒนธรรมองค์กร” เมื่อคนกลุ่มหนึ่งเคยชินกับการทำงานด้วยความสบายในกิจการที่ผูกขาด ไม่ต้องแข่งขัน พวกเขาจึงไม่ต้องการให้เกิดการปรับเปลี่ยนอะไร แม้แต่การขาดทุนก็ไม่ต้องกังวลเพราะเชื่อว่าวันหนึ่งรัฐบาลจะเข้ามา “อุ้ม” และรับภาระหนี้สินเหล่านั้นเอง
แม้จะตั้งองค์กรใหม่ที่ดำเนินธุรกิจที่คล้ายกันขึ้นมาแข่งขัน แต่โครงสร้างขององค์กรใหม่ก็ไม่ได้แตกต่างจากองค์กรเก่า มิหนำซ้ำยังโยกย้ายคนจากองค์กรเก่ามาบริหารและดำเนินงาน คนจากองค์กรเก่าก็เอาวัฒนธรรมองค์กรแบบเดิมมาปลูกฝังในองค์กรใหม่ปัญหาจึงวนเวียนอยู่ในวังวนเดิมไม่รู้จบ
อีกคนเป็นอดีตกรรมการในบอร์ดของรัฐวิสาหกิจที่มีการตั้งวงเงินลงทุนในแต่ละปีสูงมาก ซึ่งสะท้อนว่าปัญหาของรัฐวิสาหกิจ ยิ่งเป็นรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่คือช่องโหว่ในระบบจัดซื้อจัดจ้าง ที่มักมีความไม่ชอบมาพากลเกิดขึ้นมาก บ่อยครั้งมีการล็อกสเปคส่งผลให้มีการจัดซื้อจัดจ้างในราคาที่สูงกว่าความเป็นจริง บางอย่างก็ต้องซื้อหรือจ่ายเงินลงทุนมาในราคาแพงโดยไม่มีเหตุผลที่เหมาะสม เรื่องนี้เป็นปัญหา “ธรรมาภิบาล” และระบบ “ตรวจสอบ” ภายในที่อ่อนแอใช่ว่าการเปลี่ยนแปลงกรรมการ หรือตัวประธานในบอร์ดจะแก้ไขปัญหาได้อย่างเบ็ดเสร็จ
การเข้าไปตรวจสอบโครงการลงทุนและจัดซื้อจัดจ้างของรัฐวิสาหกิจหลายแห่งของคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ (คตร.) การให้ปรับลดวงเงินลงทุนสุวรรณภูมิเฟส 2 บ่งบอกได้ถึงปัญหาดังกล่าวที่มีอยู่จริง
งานท้าทายของซูเปอร์บอร์ดซึ่งมีอำนาจในการควบคุมการดำเนินงานของทุกบอร์ดรัฐวิสาหกิจจึงอยู่ที่การหาทาง “ปฏิรูป” องค์กรรัฐวิสาหกิจให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพทุกสภาวะการเมือง ซึ่งหนีไม่พ้นการยกเครื่องระบบตรวจสอบภายใน การเสริมสร้างธรรมาภิบาลรวมทั้งสลายวัฒนธรรมองค์กรที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินงานเพื่อประโยชน์ของประเทศ
...ปัญหาเหล่านี้แก้ไม่ได้เพียงแค่ปรับเปลี่ยนกรรมการในบอร์ด ที่มักเข้ามาและออกไปตามการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง






