สัปดาห์ก่อน ประเทศไทยเจอการดิสเครดิตเกี่ยวกับปัญหาแรงงานต่างด้าวมาเป็นระลอก
ไม่ว่าจะเป็นข่าวลือจากกลุ่มต่อต้าน คสช. ในประเด็นเรื่องการกวาดล้างแรงงานต่างด้าว จนส่งผลทำให้เกิดการอพยพของแรงงานต่างด้าวในไทยทันทีนับแสนๆ คน ต่อมาหนังสือพิมพ์เดอะการ์เดียนของอังกฤษก็ได้เปิดรายงานข่าวเชิงสืบสวนสอบสวนโดยกล่าวถึงแรงงานทาสบนเรือประมงแล้วโยงมายังบริษัทซีพีเอฟ ซึ่งเป็นธุรกิจคนไทยผู้ส่งออกกุ้งรายใหญ่ของโลกด้วย ในประเด็นที่บริษัทรับซื้อปลาป่นจากเรือประมงที่ใช้แรงงานทาส ผลกระทบโดยตรงต่อกรณีนี้ คือ ห้างคาร์ฟูร์ซึ่งเป็นธุรกิจค้าปลีกรายใหญ่จากฝรั่งเศสได้ระงับคำสั่งซื้อกุ้งจากไทยชั่วคราวทันที ... หากพิจารณาเหตุการณ์โดยรวม จึงน่าจะมีวาระซ่อนเร้นบางประการ
ประการแรก : ในสายตาของประเทศตะวันตก มองประเทศไทยมีปัญหาการใช้แรงงานต่างด้าวอย่างไม่เป็นธรรมและเป็นทางผ่านของกระบวนการค้ามนุษย์มาเนิ่นนาน โดยเฉพาะในห้วงนี้ที่ประเทศไทยกำลังเปลี่ยนแปลงประเทศก้าวเข้าสู่กระบวนการปฏิรูป ตัวอย่างเช่น การเร่งรีบรายงานสถานการณ์การค้ามนุษย์ในประเทศต่างๆ (TIP report 2014) ของสหรัฐอเมริกา ประเทศไทยได้รับผลกระทบด้านลบอย่างมาก โดยเฉพาะการจัดประเทศไทยอยู่ในกลุ่มที่สาม ซึ่งเป็นกลุ่มที่รัฐไม่ได้ใส่ใจดำเนินการแก้ปัญหาเลย แต่หากจะลำดับสถานการณ์ทั้งสามกรณีทั้งเดอะการ์เดียน ห้างคาร์ฟูร์ และ TIP report แล้ว จึงมีนัยในทางการเมืองจากมุมมองของตะวันตกที่มีต่อสถานการณ์ทางการเมืองไทย
ประการที่สอง : กรณีที่โยงกับซีพีเอฟนั้น ในมุมมองของผู้เขียนเห็นว่า อาจเป็นข้อสรุปที่ขาดการมองภาพรวม เพราะไม่น่าจะเป็นไปได้ที่ผู้ประกอบการรายเดียวจะสามารถควบคุมกลไกต่างๆ ได้ทั้งห่วงโซ่อุตสาหกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องแรงงานบนเรือประมงซึ่งมีผู้ประกอบการรายเล็กรายย่อยจำนวนมาก ด้วยที่ซีพีเอฟเป็นบริษัทชั้นนำของไทยจึงถูกโยงกลายเป็นหมากตัวหนึ่งของกระบวนการลดทอนความน่าเชื่อถือของประเทศไทย จึงมีนัยทางเศรษฐกิจโดยเฉพาะการแข่งขันในเชิงธุรกิจการส่งออกกุ้ง
ปัญหาแรงงานต่างด้าวในประเทศไทยเป็นปัญหาใหญ่ที่สะสมเรื้อรังมานาน แม้ว่าไทยจะมีการจัดระบบแรงงานต่างด้าวมาตั้งแต่ปี 2535 โดยการดำเนินการของรัฐบาลในช่วงที่ผ่านมาจะใช้มติคณะรัฐมนตรีเป็นเครื่องมือดำเนินการเชิงนโยบาย เพื่อให้การบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวเป็นไปอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับไม่ดีนัก ซึ่งหากมองในมิติทางเศรษฐกิจแล้ว แรงงานต่างด้าวได้ก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มต่อการพัฒนาประเทศไม่น้อย โดยเฉพาะในสาขาธุรกิจก่อสร้าง คนสวน ภาคบริการและอุตสาหกรรมแปรรูปอาหารทะเล แต่ปัญหาอยู่ที่การบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวที่เป็นระบบ มีความโปร่งใส และมีประสิทธิภาพของหน่วยงานภาครัฐ
ระบบที่ว่านั้น จะต้องสะท้อนผ่าน อย่างแรก คือ ความต้องการแรงงานต่างด้าวที่แท้จริงหรือจำนวนที่เหมาะสมต่อศักยภาพการพัฒนาประเทศในห้วงต่างๆ ให้เกิดความต่อเนื่อง อย่างที่สอง ทำไมจำนวนแรงงานต่างด้าวที่ลงทะเบียนมีเพียง 9 แสนคน แต่จากการประเมินของนักวิชาการหลายสถาบันกลับมามากถึง 2 ล้านคน นั้นแสดงว่า อีกประมาณล้านกว่าคนอยู่นอกระบบ คำถามคือ จะบริหารจัดการอย่างไร อย่างที่สาม หน่วยงานรัฐมีความพยายามที่จะจัดระบบแรงงานต่างด้าวจริงในช่วงที่ผ่านมา แต่ประเด็นคือ การจัดระบบดังกล่าว ประกอบด้วยขั้นตอนที่มากมาย จุดอำนวยความสะดวกในการลงทะเบียนมีไม่เพียงพอ และค่าใช้จ่ายในการลงทะเบียนนั้นสูงเกิน ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดเศรษฐกิจนอกกฎหมาย (Illegal Economy) เป็นช่องทางทำให้เกิดการคอร์รัปชัน และผลประโยชน์ของผู้เกี่ยวข้อง ทั้งที่เป็นนายหน้าคนไทย คนพม่า คนต่างด้าว ตลอดจนเจ้าหน้าที่รัฐต่างๆ
ปัจจุบัน... ประเทศไทยกำลังอยู่ภายใต้การบริหารของ คสช. ที่ต้องทำการปฏิรูปประเทศในหลายด้านอย่างโปร่งใส ปลอดจากการคอร์รัปชันหรือผลประโยชน์ใดๆ ย่อมถือได้ว่าเป็นสถานการณ์ที่เหมาะสมที่สุดในการปฏิรูปปัญหาแรงงานต่างด้าวอย่างจริงจัง เพียงหารือร่วมกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องดังเช่นที่ท่านปฏิบัติอยู่ แล้วล้างมาเฟีย - กำจัดคอร์รัปชันทุกรูปแบบให้หมดไป เรียกความเชื่อมั่นของประเทศเรากลับคืนมา... เมื่อนั้น...นานาชาติจะเดินหน้ามาลงทุนในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ด้วยต้นทุนเงินสดสำหรับจ่ายใต้โต๊ะ หรือที่เรียกว่า “คอร์รัปชัน” นั้นลดลง !!









