วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

กำลังใจ OTOP

ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของไทยช่วงหลายปีที่ผ่านมาทำให้โครงการเพื่อการพัฒนาประเทศหลายชิ้นต้องหยุดชะงัก

หรือเกิดความไม่ต่อเนื่องจากการเข้ามาและจากไปของสารพัดคณะรัฐมนตรี แต่หนึ่งในงานที่ดูจะยืนหยัดฝ่ามรสุมนี้ได้คือ OTOP หรือ หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ จึงเป็นที่น่าปรบมือและให้กำลังใจ

ย้อนหลังไป พ.ศ. 2544 โครงการ OTOP ถือกำเนิดขึ้นเพื่อเป็นการสานต่อเจตนารมณ์กระจายรายได้ สอดรับกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติที่ระบุไว้ตั้งแต่แผนฯ 5 (ปี 2525 -2529) ว่าด้วยการพัฒนาชนบท ความมุ่งหมายโครงการเพื่อส่งเสริมกิจกรรมในชุมชนจากฐานภูมิปัญญาและสามารถต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่มเป็นรายได้ให้กับท้องถิ่น นอกจากนั้น ยังเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตด้านอื่นๆ เช่น ลดปัญหาการทิ้งถิ่น ส่งเสริมคุณค่าและการสานต่อวัฒนธรรมไทย โดยนำต้นแบบมาจากโครงการ OVOP (One Village One Product) ที่ประสบความสำเร็จในเมืองโออิตะประเทศญี่ปุ่น

แม้ OTOP จะเป็นโครงการที่สร้างกระแสความตื่นตัวและการรับรู้ได้อย่างกว้างขวาง แต่ก็ดูเหมือนว่ากิจการ OTOP ยังคงเดินหน้าไปได้ไม่เต็มที่ดังที่หลายฝ่ายตั้งความหวังเอาไว้ หากจะลองวิเคราะห์ปัญหาเพื่อนำไปสู่แนวทางการทำงานต่อไป อาจแยกออกได้เป็น 3 ประเด็นที่สำคัญ ดังนี้

1. พลวัตอำนาจ โดยหลักการ OTOP ควรเกิดจากการริเริ่มและดำเนินการของคนในท้องถิ่นเป็นสำคัญ เพราะเป็นงานที่ว่าด้วยเรื่องการนำทรัพยากรในชุมชนมาใช้ ไม่ว่าจะเป็นทรัพยากรธรรมชาติองค์ความรู้ และ แรงงาน และมุ่งสร้างประโยชน์คืนกลับให้ชุมชนเป็นหลักเช่นกัน ผู้ที่รู้จักและเข้าใจเรื่องนี้ดีที่สุดจึงน่าจะเป็นคนในชุมชนเอง แต่ด้วยโครงสร้างการทำงานโครงการ OTOP ที่ผ่านมาเป็นแบบ Top-down เสียมาก คือมีตัวแทนภาครัฐในระดับท้องถิ่นเป็นผู้ค้นหาและนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่น่าจะเข้าโครงการ เพื่อรับการสนับสนุนในด้านการออกแบบปรับลักษณะตัวสินค้าให้สอดคล้องความต้องการตลาด ไปจนถึงกระบวนการตั้งราคา จัดจำหน่ายผ่านช่องทางที่ส่วนใหญ่เกิดจากภาครัฐจัดการไว้รองรับ (เช่นงานแสดงสินค้า ศูนย์ส่งเสริมฯ เป็นต้น) และการสื่อสารโปรโมท ให้เป็นที่รับรู้ของสาธารณชน ในการดำเนินงานแม้จะมีคนในชุมชนเป็นผู้มีส่วนร่วม แต่ก็มักอยู่ในบทบาทผู้ตามโดยคิดว่าคนกุมปัจจัยนำสู่ความสำเร็จเป็นภาครัฐผู้ถืองบประมาณสนับสนุนไว้

ปัญหาดังกล่าวยังนำไปสู่ข้อวิพากษ์ถึงการใช้ช่องทางนี้สร้างฐานอำนาจและการสนับสนุนทางการเมืองตามแนวประชานิยมโดยใช้ประโยชน์จากการจัดสรรทรัพยากรกระจายลงในท้องถิ่นซึ่งอาจมีการเลือกที่รักมักที่ชัง พร้อมกันไปกับปัญหาทุจริตโกงกินที่ฝังรากอยู่ในทุกหย่อมหญ้า

แม้โครงการดังกล่าวจะนำระบบจัดการเศรษฐกิจเข้ามาช่วยขับเคลื่อนแต่ยังพบว่าอำนาจการทำงานของกลไกตลาดยังเป็นไปแบบไม่สมบูรณ์ สังเกตได้จากช่องทางจัดจำหน่าย ที่หากเป็นกรณีสินค้าบริการอันเป็นที่ต้องการในตลาดทั่วไปจะมีการเข้ามาจัดซื้อและหาทางกระจายต่อ แต่กับกรณี OTOP กลับพบว่ายังมีช่องทางขายจำนวนไม่มากให้ความสนใจทำงานกับสินค้า OTOP แบบจริงจังส่วนหนึ่งมาจากลักษณะสินค้าเองที่ยังอาจไม่ตรงความต้องการตลาด อีกส่วนมาจากความไม่พร้อมในการผลิตและควบคุมคุณภาพกับปริมาณ ทำให้ธุรกิจไม่อยากเข้ามาเสี่ยงรับภาระความไม่เสถียรนี้ พร้อมกันกับที่ผู้ประกอบการเองอาจขาดความเข้าใจในลักษณะความเป็นชุมชนที่มีแง่มุมอื่นต้องนำมาพิจารณาร่วมด้วยเช่น ฤดูทำการเกษตร หรือการผลิตที่ผูกกับสภาพการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติ

2. การมีส่วนร่วมอย่างจริงจัง ประเด็นปัญหาพลวัตที่เกิดขึ้นส่วนหนึ่งอาจมาจากการใช้อำนาจอย่างไม่สมดุลของภาครัฐและผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง แต่อีกส่วนก็มาจากการที่ชุมชนไม่ลุกขึ้นมีส่วนร่วมในงานอย่างจริงจัง อาจด้วยสภาพวัฒนธรรมที่มีมาแต่ดั้งเดิมที่ทำให้คนในท้องถิ่นมักวางตัวเป็นผู้ตาม จนนานวันเข้าก็เกิดเป็นความเคยชิน เมื่อไรที่ถูกกระตุ้นให้ลุกขึ้นทำอะไรเองก็กลายเป็นขาดความมั่นใจว่าจะทำได้หรือไม่ ประกอบกับความไม่คุ้นเคยกับงานที่ต้องมีการประสานหลายฝ่าย หรือต้องคิดวางแผนในเชิงธุรกิจสุดท้ายเลยกลายเป็นต้องไปขอความช่วยเหลือหน่วยงานต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ NGO หรือภาคธุรกิจที่เข้ามาทำงานด้วย

หากหน่วยงานเหล่านี้มีความมุ่งมั่นจะติดอาวุธให้กับชุมชนอย่างจริงจัง ย่อมเป็นการดี แต่ที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่มักเป็นการช่วยให้งานเสร็จหรือจบมากกว่าจะส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ที่ต้องใช้เวลา จึงยิ่งก่อให้เกิดภาวะพึ่งพิงเพราะคนในชุมชนไม่อาจยืนด้วยขาตนเองได้

นอกจากนั้น ผลงานที่ออกมามักขาดเสน่ห์หรืออัตลักษณ์ท้องถิ่นเพราะใช้วิธีคิดแบบอุตสาหกรรมเข้ามาจับ หรือเมื่อไม่ลึกซึ้งในวิถีชุมชนก็ไม่เห็นว่าจะนำประเด็นไหนมาชูเป็นจุดขายสร้างความแตกต่าง ฝั่งชาวบ้านเองพอไม่ได้รับการฝึกฝนในกระบวนการต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่มก็อาจไม่เห็นว่าจะนำสิ่งที่เป็นรากวัฒนธรรมในชุมชนเรื่องใดมาทำงานต่อ สุดท้ายของเลยออกมาซ้ำๆ เหมือนๆ กันไปหมด

3. สมดุลแห่งการพัฒนา ต้องชัดเจนกันก่อนว่าโครงการ OTOP เกิดขึ้นเพื่อมุ่งตอบโจทย์เรื่องสังคมและการพัฒนาคุณภาพชีวิต ดังนั้นผลลัพธ์ทางธุรกิจอาจไม่ใช่ประเด็นใหญ่สุด แต่ต้องคำนึงให้มีความสมดุลไปกับการเติบโตด้านอื่นของสังคมพร้อมกันตัวอย่างที่เกิดขึ้นคือผลิตภัณฑ์ OTOP หลายตัวมีโอกาสขยายตลาดอย่างสูง และภาคธุรกิจที่เข้ามาจับมือก็เห็นช่องทางผลักดันต่อไปแต่ในการทำงานอาจต้องไปพลิกวิถีชีวิตในชุมชนให้กลายสภาพเป็นอุตสาหกรรมย่อยๆ มากขึ้น โดยการลงทุนเพิ่มเติมอาจทำให้คนในพื้นที่ต้องกลายมาเป็นลูกมือหรือพนักงาน

ซึ่งจะว่าไปอาจเป็นหนทางสร้างรายได้ที่มั่นคงเพิ่มขึ้นก็ได้ อยู่ที่เป้าหมายชุมชนว่าต้องการไปทางไหน และคงไม่มีใครตอบแทนได้ว่าทางใดจะดีกว่ากันชุมชนเองต้องรู้และตัดสินใจได้ว่าต้องการเห็นการปรับเปลี่ยนแบบใด บางชุมชนอาจพอใจให้ OTOP เป็นแหล่งรายได้เสริมในช่วงว่างเว้นงานเกษตรก็เป็นได้ บางชุมชนอาจมุ่งขายน้อยๆ แต่ทำราคาสูงๆ เข้าตลาดเฉพาะทาง (Niche Market) หรือบางชุมชนอาจผันตัวเองกลายเป็นหมู่บ้าน OTOP ไปเลยก็ย่อมเป็นไปได้เช่นกัน ประเด็นสำคัญอยู่ที่ชุมชนเองสามารถเข้าวางแผนและจัดการได้ด้วยตนเองจึงจะนำมาซึ่งความยั่งยืนตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง

แม้จะดูเหมือนมีปัญหาให้ต้องขบคิดหลายอย่าง แต่ต้องให้กำลังใจว่า โครงการ OTOP อยู่มาได้ถึงวันนี้แสดงว่าต้องมีรากฐานที่ดีสนับสนุนอยู่ เมื่อประกอบกับความตั้งใจจริงให้เกิดประโยชน์แก่ท้องถิ่น ก็เชื่อว่าการเรียนรู้ปัญหาจะนำไปสู่หนทางเติบโตที่แข็งแกร่งและมั่นคงได้ต่อไป