รายงานวิเคราะห์หุ้นถือเป็นหน้าเป็นตาของ บล.และที่น่าประหลาดคือทั้งที่บริษัทลงทุนลงแรงจ้างนักวิเคราะห์ด้วยเงินเดือนแพงกับการผลิตเหล่านี้
แต่กลับแจกรายงานเหล่านี้ฟรีแก่ลูกค้า หรือแม้กระทั่งใครที่เดินผ่านหน้าบริษัทหลักทรัพย์โดยไม่จำเป็นต้องเป็นลูกค้าก็สามารถเดินไปหยิบรายงานวิเคราะห์เหล่านี้มาอ่านได้
มีคำอธิบายสองอย่างในการตลาดแบบนี้
หนึ่ง บริษัทหลักทรัพย์โดยเฉพาะที่มีธุรกิจบริหารกองทุนรวมเงินค่าวิจัยนี้ไปแล้วจากค่าคอมที่เรียกเก็บจากลูกค้า การให้บริการวิเคราะห์หุ้นนี้ยังอาจรวมไปถึงการช่วยประสานให้ลูกค้าเข้าพบผู้บริหารของหุ้นเป้าหมายด้วย เนื่องจากการลงทุนในงานวิจัยเป็นต้นทุนคงที่แต่รายได้จากค่าคอมแปรผันตามมูลค่าการเทรด บริษัทจึงมีกำไรพียงพอในการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าผ่านบทวิเคราะห์หุ้น
สอง เป็นแนวคิดทางการเงินที่มองตลาดว่ามีกลุ่มนักลงทุนที่เป็น Noise Trader นักลงทุนเหล่านี้ไม่ทราบข้อมูลของหุ้นแน่ชัดแต่รวมตัวกันแล้วมีกลุ่มใหญ่ ดังนั้นแม้มูลค่าของบริษัทที่นักวิเคราะห์ชี้มาจะถูกต้อง แต่กลุ่ม Noise Trader ก็อาจช่วยกันบิดเบือนราคาได้ การเผยข้อมูลที่ลงทุนวิเคราะห์มาให้รับทราบ จึงเป็นการลดแรงต้านจากกลุ่มนี้ เพื่อการเทรดจะได้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน
ในส่วนตัว ผมเคยทำวิจัยกับลูกศิษย์โดยตั้งคำถามถึงคุณภาพของนักวิเคราะห์หุ้นไทยว่าถ้าเราเชื่อและซื้อตามที่เขาแนะนำ เราจะรวยไหม ปรากฏว่ามีบางนักวิเคราะห์ที่เชื่อถือได้ และบางส่วนหากเทรดตามก็ขาดทุน แสดงถึงคุณภาพของนักวิเคราะห์ และในปัจจุบันก็ยังไม่มีหน่วยงานใดที่จะสนใจติดตามเรื่องนี้ในแง่ของการลงโทษหากนักวิเคราะห์คนใดคนหนึ่งวิเคราะห์แล้วผิดซ้ำแล้วซ้ำอีก ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะไทยยังมีงานวิเคราะห์หุ้นน้อยอยู่ จึงเน้นส่งเสริมกันมากกว่า
แต่เมื่อส่งเสริมไปถึงจุดหนึ่งก็ควรมีการทบทวน....
ที่ประเทศอังกฤษพบว่าผู้จัดการกองทุนบางแห่งได้รับบทวิเคราะห์หุ้นกว่าปีละ 1.5 ล้านฉบับจากนักวิเคราะห์ ในขณะที่ได้อ่านจริงไมถึง 5% นับเป็นการลงทุนที่สูญเปล่า ผู้กำกับตลาดทุนของอังกฤษเริ่มมองเห็นปัญหาของการใช้งบวิเคราะห์หุ้นไปอย่างสูญเปล่า จึงออกกติกาใหม่ในการใช้เงินค่าคอมของลูกค้าแก่ผู้จัดการกองทุนว่าบทวิเคราะห์ที่จะนำมาหักค่าใช้จ่ายได้ต้องเป็น “Substantive Research” เท่านั้น ตีความแบบกว้างๆ คือบทวิเคราะห์นั้นต้องมีความใหม่และมีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อการตัดสินใจซื้อขายหุ้น ถ้าจะพูดแบบง่ายๆ คือต้องเป็นบทวิเคราะห์ที่มีคุณภาพ เอาไปใช้งานได้นั่นเอง ซึ่งกฎใหม่นี้จะเริ่มใช้บังคับตั้งแต่เดือนมิถุนายนเป็นต้นไป
ไทยจะได้รับผลกระทบนี้ไหม เนื่องจากตลาดเงินลอนดอนเป็นศูนย์กลางการเงิน เมื่อบริษัทการเงินชั้นนำล้วนต้องปฏิบัติตามกฎนี้ เราก็จะถูกหางเลขตามไปด้วย ซึ่งผลกระทบจะมาถึงเราสามทาง
ทางแรก งบวิจัยจะถูกตัดอย่างแน่นอน ทำให้จะต้องมีนักวิเคราะห์ที่ทำงานในบริษัทหลักทรัพย์หลายแห่งต้องตกงานอย่างเลี่ยงไม่ได้
ทางที่สอง นักวิเคราะห์ที่เหลืออยู่จะต้องปรับปรุงคุณภาพงานวิจัยให้สูงขึ้น ซึ่งควรเร่งหาทักษะเพิ่มเติม โดยเฉพาะเทคนิกด้านปริมาณวิเคราะห์
ทางที่สาม เนื่องจากจำนวนนักวิเคราะห์ลดลงและต้องสร้างเฉพาะ “Substantive Research” หุ้นขนาดเล็กหลายตัวที่ขาดสภาพคล่องอยู่แล้ว จะยิ่งไม่รับการเหลียวแล อันนี้เป็นประเด็นที่ผู้ดูแลตลาดหุ้นไทยต้องไปคิดหาวิธีป้องกันต่อไป
ต้องเตรียมพร้อมกันแล้วครับ






