"การบริหารงานของรัฐวิสาหกิจถูกแทรกแซงโดยภาคการเมือง" มักถูกกล่าวถึงในรอบหลายๆ ปีที่ผ่านมา
ไม่ว่าจะเป็นการจัดซื้อจัดจ้าง การบริหารงบประมาณ ตลอดจนการแต่งตั้งโยกย้าย
การแทรกแซงรัฐวิสาหกิจจากฝ่ายการเมืองนั้น เริ่มด้วยการสร้างโครงข่ายระบบอุปถัมภ์ เพื่อควบคุมนโยบายหรือกระทำการที่เป็นการเอื้อประโยชน์ ด้วยการแต่งตั้งบุคคลที่ "เชื่อฟังและสั่งได้" เข้าเป็นคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจ รวมถึงแทรกแซงการแต่งตั้งผู้บริหารระดับต่างๆ ของรัฐวิสาหกิจหลายๆ แห่ง...ดังที่ได้ทราบข่าวกันอยู่เนืองๆ ซึ่งเป็นเหตุให้การบริหารงานขาดความเป็นธรรมาภิบาล
ดังนั้น นอกจากแนวทางปฏิรูปรัฐวิสาหกิจด้วยการจัดการในส่วนของ "คณะกรรมการรัฐวิสาหกิจ" แล้ว ยังมีเรื่องสำคัญอีกเรื่องหนึ่งที่ควรให้น้ำหนักไม่แพ้กัน คือ ผู้บริหารในตำแหน่งสูงสุดของแต่ละรัฐวิสาหกิจ ซึ่งมีชื่อเรียกหลายอย่าง เช่น ผู้ว่าการ ผู้อำนวยการ กรรมการผู้จัดการ ผู้จัดการ หรือบุคคลซึ่งดำรงตำแหน่งผู้บริหารสูงสุดที่มีอำนาจหน้าที่คล้ายคลึงกัน แต่เรียกชื่ออย่างอื่นในรัฐวิสาหกิจ ซึ่งในปัจจุบัน คุ้นหูกันในสถานะ Chief Executive Officer - CEO นั่นเอง
ตาม "พระราชบัญญัติคุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ" กำหนดให้ผู้บริหารของรัฐวิสาหกิจ (CEO) ไม่มีฐานะเป็นพนักงาน และให้เป็นการจ้างบริหารโดยทำสัญญาจ้าง โดยกำหนดค่าจ้างหรือผลประโยชน์อื่นตามผลงานในการบริหาร เพื่อให้ "รัฐวิสาหกิจมีผู้บริหารที่มีความรู้และความสามารถในเชิงธุรกิจอย่างแท้จริง" แต่เป็นเช่นนั้น จริงหรือไม่ ? ลองไปสอบถามสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ แต่ละแห่งดูก็แล้วกัน
ความสำคัญของประเด็นนี้ คือ ผู้บริหารสูงสุดของแต่ละรัฐวิสาหกิจ ที่จะขอเรียกสั้นๆ ว่า CEO ได้รับการสรรหา จากคณะกรรมการสรรหาที่แต่งตั้งโดย "คณะกรรมการของรัฐวิสาหกิจ" ซึ่งเมื่อสาวรากลึกลงไปก็พบว่า...มาด้วยการเมือง เรียกง่ายๆ ว่า จะอยู่หรือไป ก็การเมือง ที่สำคัญ CEO ไม่มีสถานะเป็น "พนักงานรัฐวิสาหกิจ" เพราะมีประธานกรรมการรัฐวิสาหกิจนั้นๆ เป็นผู้ลงนามในสัญญาจ้าง และให้การจ้างตามสัญญาดังกล่าวไม่อยู่ในบังคับแห่งกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน กฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์ กฎหมายว่าด้วยประกันสังคม และกฎหมายว่าด้วยเงินทดแทน
ในเมื่อ "เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป" ทุกกระบวนการของ CEO ล้วนมีเงารางๆ ของ "การเมือง" ครอบคลุมอยู่ทั้งสิ้น เรียกได้ว่าเป็น "เจ้ากรรมนายเวร" กันมาตั้งแต่เริ่มต้นไปจนหมดสัญญาจ้างเลยทีเดียว แถมปราศจากกฎหมายแรงงานคุ้มครอง คำกล่าวติดปาก "นโยบายย่อมอยู่เหนือเหตุผล" จึงมีให้ได้ยินอยู่เสมอๆ เพราะสภาพของ CEO นั้น ไม่ต่างไปจากการเป็น "ตัวประกัน"
หากมองกันลึกๆ จะพบว่า กระบวนการสรรหา CEO เป็นเพียงพิธีกรรม ที่ต้องดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎระเบียบเท่านั้น เพราะความเป็นจริงแล้ว บุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่ง ถ้าไม่ใช่ทางการเมืองส่งมา ก็ต้องเป็นบุคคลที่ได้รับความเห็นชอบจากทางการเมืองแล้วเท่านั้น จึงจะสามารถผ่านขั้นตอนการคัดเลือกได้ และคุณสมบัติที่สำคัญที่สุด ของผู้จะมาทำหน้าที่ผู้บริหารสูงสุดของรัฐวิสาหกิจ คือ ต้องสามารถตอบสนองนโยบายและผลประโยชน์ของฝ่ายการเมืองได้โดยไม่มีข้อแม้ และด้วยข้อจำกัดเช่นนี้ "นักบริหารมืออาชีพ" ที่คิดจะเสนอตัวมาเป็น CEO ของรัฐวิสาหกิจ ก็ต้องคิดหนักกับเงื่อนไขที่ไม่เกี่ยวกับความสามารถในการทำงานแต่อย่างใดนี้ด้วย
ดังนั้น ประเด็นที่ควรให้ความสนใจเป็นระดับต้นๆ คือ การนำ "ผู้บริหารสูงสุด" ของแต่ละรัฐวิสาหกิจ ให้กลับเข้ามามีสถานะเป็น "พนักงานรัฐวิสาหกิจ" ดังเดิม เพื่อให้ได้รับความคุ้มครองจากกฎหมายแรงงาน และกฎหมายที่ใช้ก่อตั้งรัฐวิสาหกิจนั้นๆ สำหรับการเลื่อน ลด ปลด ย้าย ในกรณีที่กระทำผิด หรือหย่อนความสามารถ ก็ยังสามารถกระทำได้ตามปกติ เพียงแต่ต้องโปร่งใสและให้ความเป็นธรรม ทั้งนี้ หากมีการดำเนินการในขั้นตอนที่ไม่ถูกต้อง ย่อมสามารถนำเรื่องเข้าสู่ศาลแรงงาน เพื่อทวงถามความเป็นธรรมได้ อันถือเป็นการถ่วงดุลกับการแทรกแซงจากฝ่ายการเมือง
การจะปฏิรูปรัฐวิสาหกิจให้กลับมามีประสิทธิภาพและประสิทธิผลนั้น นอกจาก ความชัดเจนของการแต่งตั้งคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจที่ต้องเป็นผู้มีความรู้ความสามารถ มิใช่ "ร่างทรง" ของการเมืองแล้ว การยกเลิกระบบ CEO ก็ถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่สำคัญในระดับต้นๆ ของการแก้ไขปัญหา เพราะจะเป็นการนำผู้บริหารสูงสุดของรัฐวิสาหกิจ จะกลับมาผูกพันกับองค์กรในฐานะ "พนักงาน" มิใช่ "ลูกจ้าง" ที่ถูกควบคุมชะตากรรมไว้โดยคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจที่มีฝ่ายการเมืองอยู่เป็นเบื้องหลัง
กล่าวโดยสรุป ก็คือ หากไม่มีระบบ CEO แล้ว รัฐวิสาหกิจก็มีโอกาสที่จะกลับมาเข้มแข็งและสร้างประโยชน์ให้กับประเทศชาติและประชาชนโดยรวมได้ตามวัตถุประสงค์ที่ใช้ในการก่อตั้ง มิใช่เพื่อกลุ่มการเมืองที่อำนาจแฝงเหนือรัฐวิสาหกิจแห่งนั้นๆ ดังที่ผ่านๆ มา






