วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เพิ่มอันดับการค้นหาใน YouTube

เราอาจคุ้นเคยกับการ ค้นหา (Search) เว็บไซต์ด้วยเสิร์ชเอ็นจิ้นอย่าง Google ที่เป็นเสิร์ชเอ็นจิ้นอันดับ 1 ของโลก

แต่นอกเหนือจากการค้นหาเว็บไซต์แล้วการค้นหาวีดิโอก็ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากเช่นกัน จนสามารถนำมาใช้สร้างโอกาสทางการขายให้กับบริษัทได้ โดยผู้นำเครื่องมือค้นหาวีดิโอที่ใหญ่ที่สุดก็คือ YouTube

คุณต้องการผู้เข้าชมวีดิโอ YouTube ของคุณมากขึ้นหรือไม่?

วีดิโอ YouTube ของคุณได้รับการจัดการอย่างถูกต้องหรือไม่?

ถ้าวีดิโอของคุณไม่ถูกค้นเจอ ก็จะเสียโอกาสทางการขาย เสียโอกาสได้ผู้ติดตามช่องรายการ (YouTube Channel) และสุดท้ายเสียเวลาและเงินลงทุนในการผลิตวีดิโอ

ทำไม YouTube ถึงมีความสำคัญอย่างมากต่อการตลาดออนไลน์และธุรกิจ

เพราะทุกนาทีจะมีผู้ใช้ YouTube อัพโหลดวีดิโอยาวกว่า 100 ชั่วโมง ทุกวันมีผู้เข้าชมเว็บไซต์ YouTube มากกว่า 30 ล้านคน สุดท้าย YouTube เป็นเว็บไซต์ที่ใช้ค้นหาวีดิโอมากที่สุด เป็นอันดับ 2 รองจาก Google

ดังนั้นจำเป็นต้องจัดการกับวีดิโอของคุณให้ถูกต้อง เพื่อให้วีดิโอของคุณอยู่ในอันดับต้นๆ ของการค้นหา

การจัดอันดับของ YouTube ก็มีตรรกะการให้คะแนนเพื่อจัดอันดับด้วย เช่นเดียวกับการจัดอันดับของ Google โดยที่ YouTube จะให้ความสำคัญกับจำนวนผู้ชม ความยาวในการชมแต่ละครั้ง การให้เรทติ้งและคอมเมนท์ ในการจัดอันดับ

นอกจากนี้ก็ยังพิจารณาจากจำนวนผู้ติดตามของช่อง (Channel) จำนวนครั้งที่วีดิโอของคุณปรากฏในเพลย์ลิสต์ จำนวนครั้งที่วีดิโอถูกจัดให้อยู่ในชื่นชอบ (Favorite) และจำนวนครั้งที่ถูกนำไปใช้ในเว็บไซต์ต่างๆ เป็นต้น

สุดท้ายจะต้องจัดการกับวีดิโอของคุณใน YouTube ให้ถูกต้องด้วย เปรียบได้กับการปรับแต่งเว็บไซต์ให้รองรับ Off page SEO แต่ไม่ยากเกินไปเพราะมีเพียง 4 ปัจจัยที่คุณจะต้องพิจารณา

1.เลือกคีย์เวิร์ดให้โดน คีย์เวิร์ดมีความสำคัญเป็นอย่างมากของการค้นหาหรือเสิร์ชเอ็นจิ้น ผู้บริโภคจะค้นหาวีดิโอด้วยการค้นหาคีย์เวิร์ด ดังนั้นการเลือกคีย์เวิร์ดจึงมีความสำคัญเป็นอย่างมาก คีย์เวิร์ดจะต้องสัมพันธ์กับเนื้อหาของวีดิโอด้วย สามารถมีคีย์เวิร์ดได้มากกว่าหนึ่ง แนะนำให้เลือกคีย์เวิร์ดมากกว่าหนึ่ง แต่ไม่ควรจะมากเกินไป 10 คีย์เวิร์ดน่าจะเพียงพอต่อหนึ่งวีดิโอ แนะนำให้ใช้เครื่องมือคีย์เวิร์ดของ Google เพื่อจะได้ทราบความรุนแรงของการแข่งขันในคีย์เวิร์ดนั้นๆ และคีย์เวิร์ดที่ใกล้เคียง เป็นต้น

จะต้องบรรจุคีย์เวิร์ดที่เลือกอยู่ในหัวข้อ (Title) รายละเอียดและ Tag ของวีดิโอด้วย จากนั้นก็กำหนดวีดิโอให้อยู่ในหมวดหมู่ที่ถูกต้อง ระบุสถานที่ถ่ายวีดิโอ เป็นต้น

2.ให้ความสำคัญกับหัวข้อ (Title) หัวข้อจะบ่งบอกถึงเนื้อหาของวีดิโอที่ผู้บริโภคหวังจะชม ดังนั้นจะต้องให้ความสำคัญกับการกำหนดหัวข้ออย่างมาก อย่าลืมมีคำที่เป็นคีย์เวิร์ดในหัวข้อด้วย

หัวข้อไม่ควรจะยาวเกินไป เพราะอาจไม่น่าสนใจและถูกละเลยได้ แต่หัวข้อก็ไม่ควรสั้นเกินไป เพราะผู้บริโภคจะไม่รู้ว่าวีดิโอนี้เกี่ยวกับอะไร แนะนำให้หัวข้อมีตัวอักษรไม่เกิน 120 ตัวอักษร ซึ่งเพียงพอที่จะบอกได้ว่าวีดิโอของคุณเกี่ยวกับอะไร ดังนั้นการกำหนดหัวข้อจึงเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ เพื่อจูงใจให้ผู้บริโภคคลิกวีดิโอ

3.บรรจงเขียนรายละเอียดให้ชัดเจน รายละเอียดของวีดิโอก็มีความสำคัญไม่น้อย รายละเอียดของวีดิโอจะต้องให้รายละเอียดของวีดิโออย่างชัดเจนไม่ควรเขียนเพื่อขายของมากเกินไป และควรจะมีคำคีย์เวิร์ดรายละเอียดด้วย

YouTube จะตัดรายละเอียดเพียง 3 บรรทัด ดังนั้นต้องให้ความสำคัญกับ 3 บรรทัดแรก ที่เหลืออาจไม่มีความสำคัญในการจัดอันดับ แนะนำให้ระบุลิงค์ (url) ไว้ที่ 3 บรรทัดแรก

4.ตกแต่งภาพขนาดย่อ (Thumbnail)ให้น่าสนใจ ภาพขนาดย่อเปรียบเสมือนเป็นหน้าตาของวีดิโอ ถือเป็นภาพแรกที่ผู้บริโภคจะเห็นจากการค้นหาดังนั้นภาพขนาดย่อนี้ จะต้องน่าสนใจและดึงดูดให้อยากชมวีดิโอต่อไป สามารถใช้ภาพนิ่งใดมาเป็นภาพขนาดย่อก็ได้ไม่จำเป็นต้องเป็นภาพจากวีดิโอเสมอไป

ภาพนิ่งที่จะใช้เป็นภาพขนาดย่อควรจะมีความละเอียด 1280 x 720 และมีสัดส่วนหน้าจอ 16:9 ด้วย

เพียงเท่านี้วีดิโอของคุณ จะมีผู้เข้าชมมากขึ้นแน่นอน อย่างไรก็ตามคุณภาพของวีดิโอต้องดีด้วย อย่าหลอกผู้บริโภคจากหัวข้อรายละเอียดและภาพขนาดย่อถ้าเนื้อหาของวีดิโอไม่เกี่ยวข้องหรือมีคุณภาพแย่ สุดท้ายผู้บริโภคอาจให้เรทติ้งและคอมเมนท์ที่ไม่ดี และกระทบต่อแบรนด์ในที่สุด