ในปัจจุบันคงไม่ต้องกล่าวถึงบทบาทหรือความสำคัญของสื่อสังคมออนไลน์หรือ Social Media กันแล้วนะครับ และเวลาเรานึกถึง Social Media
ก็อย่านึกถึงเพียงแค่ Facebook เพียงแหล่งเดียวนะครับ จากข้อมูลล่าสุดที่มีการรวบรวมมาจากหลายๆ แหล่ง (Alexa Global Traffic Rank, Compete, Quantcast) นอกเหนือจาก Facebook แล้ว สื่อสังคมออนไลน์ที่เป็นที่นิยมกันในโลกนี้ยังมี Twitter, LinkedIn, Pinterest, Google+, Instagram เป็นต้น ซึ่งในอนาคตเราก็ไม่รู้ว่าจะมีสื่อออนไลน์ประเภทใหม่เกิดขึ้นมาและสามารถดึงดูดให้คนเข้าไปใช้ ไปเล่น ไปสื่อสารกันอีกหรือไม่
คำถามหนึ่งที่น่าสนใจก็คือทำไมสื่อสังคมออนไลน์เหล่านี้ถึงสามารถดึงดูดให้ผู้คนจำนวนมากเข้าไปเป็นสมาชิกและมีการสื่อสารกันได้อย่างมากมายมหาศาล ทั้งๆ ที่ในอดีต เราก็สามารถสื่อสารและมีปฏิสัมพันธ์กันได้โดยไม่ต้องอาศัยสังคมออนไลน์เหล่านี้เข้ามาช่วยเหลือ
Mikolaj Piskorski ซึ่งเป็นอาจารย์อยู่ที่ Harvard Business School ได้เขียนหนังสือเล่มหนึ่งออกมาเกี่ยวกับปรากฏการณ์สื่อสังคมออนไลน์ในชื่อว่า A Social Strategy ได้ให้มุมมองหนึ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับสาเหตุความนิยมในสื่อสังคมออนไลน์ว่า ในสังคมออนไลน์นั้นทำให้มนุษย์เราสามารถแสดงออกถึงพฤติกรรม ทัศนคติ มุมมองบางอย่างที่มักจะไม่ได้เป็นที่ยอมรับในโลกจริงๆ
ท่านผู้อ่านลองนึกภาพดูว่าในโลกและสังคมที่เราอยู่นั้น เรามีค่านิยมทางสังคมบางอย่างเป็นตัวกำหนดกรอบวิธีคิด พฤติกรรม และการแสดงออกของเราว่าสิ่งใดเป็นสิ่งที่ควรทำหรือสิ่งใดเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ แต่ในสังคมออนไลน์ที่เป็นที่นิยมต่างๆ นั้น กลับกลายเป็นช่องทางที่ทำให้เราสามารถไม่ทำตามค่านิยมทางสังคมที่มีอยู่ในโลกจริงๆ ได้ ดังนั้น พฤติกรรมหลายอย่างที่ไม่เป็นที่ยอมรับในโลกจริง กลับเป็นสิ่งที่พบได้ในสังคมออนไลน์
คุณ Piskorski ได้ยกตัวอย่างให้เห็นไว้อย่างชัดเจนถึงสื่อสังคมออนไลน์ที่เปิดโอกาสให้เราแสดงพฤติกรรมที่ปกติไม่ค่อยเป็นที่ยอมรับในโลกจริงๆ เท่าไร เช่น LinkedIn ที่ได้รับการจัดให้อยู่อันดับสามของสื่อสังคมออนไลน์ทั้งหมด และติด Top 20 เว็บที่มีคนเข้ามากที่สุดในโลก LinkedIn นั้นวางตำแหน่งตนเองไว้อย่างชัดเจนว่าต้องการเป็น Business-Oriented Social Network ที่ปัจจุบันมีสมาชิกมากกว่า 300 ล้านคน และสมาชิกแต่ละคนก็เข้าไป update ประวัติการศึกษา ประวัติการทำงาน ความเชี่ยวชาญบรรดามีที่แต่ละคนมี เสมือนเป็นการประกาศประวัติการทำงานและประสบการณ์ของตนเองให้กับบรรดาผู้ที่กำลังจะหาพนักงานใหม่ได้รับทราบ
ในสังคมปกติแล้วลูกน้องมักจะไม่ค่อยแสดงออกหรือประกาศอย่างเปิดเผยว่าตนเองกำลังหางานใหม่ หรือ พร้อมที่จะไปทำงานในที่ใหม่ๆ แต่ใน LinkedIn นั้นจะเป็นสังคมออนไลน์ที่ทำให้บรรดานายจ้างหรือ Recruiter ทั้งหลายสามารถเสาะหาผู้ที่จะมาเป็นพนักงานในอนาคตของตนได้
สำหรับ Facebook นั้นก็ยิ่งน่าสนใจครับ คุณ Piskorski ระบุไว้ว่า Facebook นั้นทำให้เราสามารถแสดงพฤติกรรมบางอย่างที่เราไม่สามารถกระทำได้ในสังคมปกติ นั้นคือ “ความอยากรู้อยากเห็น” เนื่องจากในสังคมปกตินั้นการแสดงออกถึงความอยากรู้อยากเห็นที่มากเกินไปก็จะเป็นสิ่งที่ไม่ได้รับการยอมรับในสังคมเท่าใด แต่เมื่อเป็น Friend กันบน Facebook แล้ว ท่านสามารถที่จะเข้าไปดูประวัติ กิจกรรม ชีวิตส่วนตัวของบุคคลอื่นๆ ได้โดยที่เจ้าตัวไม่รู้ไม่เห็น เรียกได้ว่า Facebook สามารถตอบสนองความอยากรู้อยากเห็นของเราได้เป็นอย่างไรดีครับ
นอกจากสาเหตุที่คนเข้าเล่นสื่อสังคมออนไลน์จำนวนมากแล้วในหนังสือของคุณ Piskorski นั้นยังได้ให้คำแนะนำอีกด้วยว่าสำหรับองค์กรต่างๆ ที่จะใช้ประโยชน์จากสื่อสังคมออนไลน์นั้น จะมีกลยุทธ์ใหญ่ๆ อยู่สองแบบ แบบแรกเรียกว่า Digital Strategy ที่องค์กรนำแนวทาง วิธีการที่ทำผ่านสื่ออื่นๆ ปกติ มาใช้ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นการประชาสัมพันธ์ สื่อสารถึงลูกค้า ทั้งนี้สุดท้ายเพื่อเพิ่มจากคนกด Like ใน fanpage ของตนเองซึ่งกลยุทธ์นี้อาจจะมีคนเข้า Facebook เยอะ แต่ไม่ได้รับรองว่าจะนำมาสู่กำไรขององค์กร
สำหรับอีกกลยุทธ์หนึ่งนั้นเขาเรียกว่า Social Strategy ซึ่งองค์กรจะพยายามทำตัวเป็นสื่อกลางในการเชื่อมโยงคนเข้าไว้ด้วยกัน และสื่อสังคมออนไลน์จะเป็นตัวกลางในการกระตุ้นให้เกิดปฏิสัมพันธ์ระหว่างคนเหล่านี้ ถ้าท่านผู้อ่านนึกภาพไม่ออกลองเข้าลองเข้าไปที่ American Express’s Open Forum ดูนะครับ เป็น Forum ที่ AMEX เปิดโอกาสให้บรรดาผู้ประกอบการทั้งหลายมาแบ่งปันความรู้และประสบการณ์ในเรื่องต่างๆ ซึ่งผู้ประกอบการก็จะได้รับประโยชน์กลับไปจากการเข้าร่วม และสุดท้ายทาง AMEX ก็หวังว่าผู้ประกอบการเหล่านี้เมื่อได้รับประโยชน์ไปแล้ว ก็จะนึกถึง AMEX เป็นที่แรก เมื่อต้องทำหรือเกี่ยวข้องกับธุรกรรมทางการเงิน อันจะนำไปสู่ประโยชน์ที่ AMEX จะได้รับในที่สุดครับ






