วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

สยาม กับ พระอาทิตย์เที่ยงคืน

สยาม คือมหามิตรจากเอเชีย ที่ชาวนอร์เวย์ ได้รู้จักและประทับใจในความเป็นเพื่อนมาตั้งแต่บัดนั้น

วนเวียนไปยุโรปหลายรอบ แต่ไม่เคยมีโอกาสได้ชมพระอาทิตย์เที่ยงคืนสักครั้ง คราวนี้ได้ไป ได้เห็น และอากาศเป็นใจอย่างยิ่ง

ผมและคณะนักศึกษารุ่นที่สอง ของหลักสูตร Leadership Succession Program หรือ LSP2 จัดโดยสถาบันวิจัยและพัฒนาองค์กรภาครัฐ (IRDP) ได้ใช้เวลา 2 ชั่วโมง ที่บริเวณเหนือสุดของนอร์เวย์ จุดที่เรียกว่า “North Cape” ซึ่งเป็นดินแดนเหนือสุดในโลกที่รถยนต์สามารถเดินทางไปถึงได้ ถ้าเหนือไปกว่านั้น ก็เป็นชุมชนเล็กๆ ของชาวพื้นเมือง ประปรายไปจนถึงขั้วโลกเหนือ ซึ่งห่างออกไปประมาณ 2,000 กิโลเมตร

เรียกว่าไปยืนอยู่ ณ จุดที่ใกล้ขั้วโลกเหนือมากที่สุด เท่าที่จะพอเป็นไปได้นั่นแหละ ความอิ่มเอิบจากทัศนียภาพ ที่ท้องฟ้าโปร่งใสและแสงอาทิตย์สว่างไสวยามเที่ยงคืน นั้นมีมากพอแล้ว แต่การได้เห็นป้ายใน อาคารหลัก ของที่นั่น (North Cape Hall) ซึ่งชี้ทิศทางไปสู่ “Thai Museum” ทำให้ประหลาดใจและอดปลื้มใจมิได้ เพราะมาไกลถึงขนาดนี้ ณ สถานที่ซึ่งผู้คนจากทั่วโลกต่างเดินทางมาเยือน แต่มี “Thai Museum” ให้นักท่องเที่ยว ได้แวะชมกันด้วย หัวใจคนไทยอย่างผม เบ่งบานขึ้นทันที

เมื่อไปถึงห้องนี้ ได้เห็นพระบรมรูปของพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 พร้อมกับภาพการเสด็จประพาสของพระองค์ ที่ได้ทรงเยือน North Cape เมื่อปี ค.ศ. 1907 และยังมีสิ่งของสัญลักษณ์ของชาวสยาม อาทิ เงินตราที่เราใช้ในสมัยนั้น แสดงให้ชมอีกด้วย เรียกว่าทั้งห้อง เป็นห้องของไทยเราโดยเฉพาะจริงๆ

วันนั้น ทุกคนต่างก้มลงกราบถวายบังคม แต่ละคนอธิษฐานอะไร ผมไม่สามารถทราบได้ แต่ผมอธิษฐานไว้ 2 ประการ คือขอให้พระองค์ทรงปกป้องประเทศไทยให้กลับมาสู่ความสงบสุขเช่นเดิม และขอให้บุญญาบารมีของพระองค์ ทรงปรับเปลี่ยนหัวใจของคนไทย ที่แตกแยกกันอย่างรุนแรง ให้กลับมารักกันดังเดิม

เดินทางครั้งนี้ เราได้ไปชมหน่วยงานและรับฟังการบรรยายหลายหัวข้อ อาทิการบริหารกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ และ กระทรวงสิ่งแวดล้อม เป็นต้น รวมทั้งได้ฟังการบรรยายของท่านเอกอัครราชทูต ธีรกุล นิยม ซึ่งได้บรรยายเรื่อง “ความสัมพันธ์ ระหว่างไทย กับนอร์เวย์” ว่าเป็นความสัมพันธ์ที่ดีและมีต่อเนื่องยาวนาน เพราะเมื่อนอร์เวย์ ประกาศอิสรภาพ แยกตัวออกมาจากสวีเดน เมื่อปี ค.ศ. 1905 ประเทศสยามเป็นประเทศแรกในทวีปเอเชีย ที่ประกาศรับรองนอร์เวย์ อย่างเป็นทางการ

เรียกว่าสยาม คือมหามิตรจากเอเชีย ที่ชาวนอร์เวย์ ได้รู้จักและประทับใจในความเป็นเพื่อนมาตั้งแต่บัดนั้น ต่อมาในปี ค.ศ. 1907 เมื่อสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 ทรงเสด็จเยือนนอร์เวย์ ก็ยิ่งทำให้สยามประเทศ เป็นที่รู้จักรักใคร่ของชาวนอร์เวย์มากยิ่งขึ้น ท่านทูตฯ บอกว่า นี่คือข้อแรกที่ทำให้เรารักกัน เพราะมีสายใยสืบทอดมายาวนาน

ข้อที่สอง คือการเดินทางของชาวนอร์เวย์มาท่องเที่ยวยังประเทศไทย ปีละแสนกว่าคน ซึ่งจำนวนอาจจะฟังดูไม่มากนัก แต่ก็ถือว่ามากทีเดียว เพราะประเทศนี้มีประชากรเพียง 5 ล้านคนเท่านั้นเอง ท่านทูตฯบอกว่าการไปรับหน้าที่ที่นั่น ไม่เหงาเลย เพราะทันทีที่รู้ว่าเป็นคนไทย ชาวนอร์เวย์ ก็มีเรื่องคุยได้หลากหลาย บ้างก็ว่าเคยไปสมุยหรือภูเก็ตมาแล้ว บ้างก็ว่า ต้มยำกุ้งนั้น สุดยอดจริงๆ ฯลฯ

ข้อที่สามก็คือ ชุมชนคนไทยในนอร์เวย์ กว่า 12,000 คน ต่างก็อยู่ที่นั่นอย่างอบอุ่น และทำหน้าที่คนไทยที่ดี ให้คนนอร์เวย์ได้เห็น เกิดความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกัน ท่านบอกว่า ลำพังทูตฯ เพียงคนเดียวนั้น ทำอะไรได้จำกัด แต่คนไทย 12,000 คน สามารถช่วยได้มากทีเดียว

ซึ่งผมก็เห็นด้วย และคิดว่าบ้านเมืองเราในเวลานี้ก็เช่นเดียวกัน อย่าหวังพึ่งเพียงเฉพาะใครคนใดคนหนึ่ง แต่ทุกคนต้องช่วยกัน ประเทศและเศรษฐกิจจึงจะก้าวรุดหน้าต่อไปได้

ท่านทูตฯบอกว่า ความสัมพันธ์ทั้งสามข้อดังกล่าว ทำให้เกิด “ความรัก” ระหว่างชนสองชาติ และคนเราเมื่อมีความรักต่อกันแล้ว ความเข้าใจที่ดีก็เกิดขึ้น มีอะไรก็พูดจากันได้ไม่ยาก เช่นเมื่อวันที่มีการยึดอำนาจการปกครองนั้น เจ้าหน้าที่ระดับสูงของกระทรวงต่างประเทศนอร์เวย์ ได้โทรศัพท์ไปถึงท่านทันที และบอกว่าไม่ต้องเป็นห่วง นอร์เวย์ กับ ไทย “ยังเหมือนเดิม”

ที่ท่านทูตฯบอกว่าความสัมพันธ์ของผู้คนสองประเทศ ซึ่งได้รู้จักกันมานาน จนพัฒนาเป็นความรักความเข้าใจ มีปัญหาใดๆก็แก้ไขได้ง่ายขึ้นนั้น ทำให้ผมนึกถึงประเทศแคนาดาขึ้นมาทันที ประเทศนี้ รัฐมนตรีต่างประเทศได้ออกแถลงการณ์เมื่อไม่นานมานี้ว่า “แคนาดามีความกังวลอย่างมาก เกี่ยวกับความถดถอยลงและความน่าสลดใจ ในช่วงไม่นานมานี้ ของประชาธิปไตย ในประเทศไทย.........” (กรุงเทพธุรกิจ 30 พ.ค. 2557)

นอกจากนั้นหนังสือพิมพ์ “The Canadian Daily Metro” ฉบับวันที่ 23 พ.ค. 2557 ยังพาดหัวตัวเบ้อเริ่มว่า “Government Overthrown in Taiwan…..” ทั้งๆที่เนื้อข่าวนั้นเป็นเรื่องของไทยเราล้วนๆ…. นี่ขนาดชื่อประเทศเรา เขายังไม่รู้จักเลย พาดหัวข่าวเฉิ่มๆอย่างนี้ออกมาได้ ดังนั้นเรื่องที่เขาจะเข้าใจคนไทย จึงแทบไม่ต้องพูดถึง

สงสัยว่าเราอาจจะต้องย้ายถิ่นฐานไปทำมาหากินที่นั่นให้มากขึ้น หรือไม่เช่นนั้น พวกคุณก็ต้องมาประเทศไทยให้มากขึ้น จึงจะรู้จักกันดีกว่านี้ กระมัง

อ้อ...แล้วที่ไปพาดหัวข่าวให้ไต้หวัน ได้รับผลกระทบไปด้วยน่ะ....ขอโทษเขาหรือยังล่ะ