สัปดาห์ที่แล้ว ผลจากการประชุมธนาคารกลางยุโรป (ECB) ครั้งสำคัญ ได้ออกแพ็คเกจกระตุ้นเศรษฐกิจ ดังนี้
หนึ่ง ดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายสุดๆ ด้วยการลดอัตราดอกเบี้ยรีไฟแนนซ์เหลือร้อยละ 0.15 และอัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่แบงก์พาณิชย์มาฝากกับ ECB มาที่อัตราร้อยละ -0.1
สอง ดำเนินการปล่อยสินเชื่อให้กับบริษัทเอกชนที่มิใช่สถาบันการเงินแบบอัตราดอกเบี้ยต่ำ โดยมุ่งไปที่วิสาหกิจขนาดกลางและเล็ก (SME) ที่เรียกว่า Target Long-term Refinancing Operations (TLTRO) ด้วยมูลค่า 4 แสนล้านยูโร
และ สาม เตรียมทำการผ่อนคลายเชิงปริมาณหรือ QE ด้วยการซื้อ Asset-backed Securities ที่เน้นถึงตลาด Securitization ซึ่งมีความเรียบง่าย เกิดขึ้นจริงและโปร่งใส
มีข้อสังเกตอยู่ 2 ประการสำหรับมาตรการของธนาคารกลางยุโรปในครั้งนี้ ประการแรก มาตรการดังกล่าว น่าจะส่งผลกระทบในทางที่ดีต่อเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศยุโรปที่มีความอ่อนแอทางเศรษฐกิจ (Periphery) มากกว่ากลุ่มประเทศยุโรปที่มีความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ (Core) โดยจากการประเมินของมอร์แกน แสตนลีย์ พบว่า กลุ่มประเทศ Periphery อันประกอบด้วยกรีซ ไอร์แลนด์ อิตาลี โปรตุเกส สเปน ไซปรัส และสโลวีเนีย จะใช้เงินกู้จากโครงการ TLTRO ไปราว 1.6 แสนล้านยูโร หรือร้อยละ 40 ของงบทั้งหมด ดังรูปที่ 1 ซึ่งจะเห็นได้ว่าเงินกู้ช่วยเหลือ SME ดังกล่าวไปกระจุกตัวในแบงก์ของกลุ่ม Periphery มากกว่าในประเทศอื่นๆ ของยุโรป
นอกจากนี้ ในปัจจุบัน อัตราดอกเบี้ยที่ SME ของกลุ่มประเทศ Periphery ในยุโรปสามารถกู้ยืมได้ก็มีอัตราดอกเบี้ยสูงกว่า SME ในกลุ่มประเทศ Core สามารถกู้ยืมได้ ดังรูปที่ 2 ดังนั้น มาตรการ TLTRO ของนายดรากิในครั้งนี้ จึงมีแนวโน้มที่จะสามารถลดอัตราดอกเบี้ยของสินเชื่อ SME ในกลุ่ม Periphery ลงมาด้วยขนาดที่มากกว่าสินเชื่อ SME ในกลุ่ม Core
ประการที่สอง มาตรการที่กำหนดให้อัตราดอกเบี้ยเงินฝากจากแบงก์พาณิชย์เพื่อไปฝากกับ ECB มีค่าเป็นลบ หรือ ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมในการฝากเงินนั้น ในทางปฏิบัติอาจจะไม่สามารถไปกระตุ้นให้ธนาคารพาณิชย์เอาเงินดังกล่าวไปปล่อยกู้ให้กับภาคเศรษฐกิจได้จริง ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้
ในวงการธนาคารยุโรปนั้น เมื่อธนาคารแห่งหนึ่งปล่อยกู้หรือซื้อสินทรัพย์นั้น ขั้นตอนต่อไปคือการส่งคำสั่งให้กับ ECB เพื่อโอนเงินฝากของแบงก์ดังกล่าวส่งต่อให้กับแบงก์ที่เป็นคู่ค้าผ่าน ECB ส่งผลให้เงินฝากที่แบงก์แรกซึ่งฝากไว้กับ ECB ลดลง ทว่าจะไปทำให้มูลค่าเงินฝากของแบงก์แห่งหลังเพิ่มสูงขึ้น โดยผลลัพธ์สุทธิของเงินฝากรวมของแบงก์พาณิชย์ที่ฝากไว้กับ ECB ไม่มีการเปลี่ยนแปลง
อย่างไรก็ดี มิได้หมายความว่าแบงก์พาณิชย์จะไม่พยายามในการลดค่าใช้จ่ายที่จะนำเงินไปฝากกับ ECB แบงก์พาณิชย์ในยุโรปเมื่อเห็นว่าฝากเงินไว้กับ ECB ต้องเสียค่าธรรมเนียมร้อยละ 0.1 ต่อปี ในขณะที่ซื้อพันธบัตรรัฐบาลระยะเวลา 3 เดือน ได้รับดอกเบี้ยที่ร้อยละ 0.2 ก็ย่อมที่ถอนเงินฝากเพื่อจะมาซื้อพันธบัตรรัฐบาลเก็บไว้ ทีนี้ เมื่อแบงก์แห่งหนึ่งทำได้ แบงก์แห่งอื่นก็พากันซื้อพันธบัตรรัฐบาลดังกล่าวเช่นเดียวกัน จึงทำให้ราคาของพันธบัตรดังกล่าวค่อยๆ ขยับสูงขึ้นและผลตอบแทนของพันธบัตรก็ลดลงเรื่อยๆ จนกระทั่งลงมาใกล้เคียงกับอัตราดอกเบี้ยร้อยละ -0.1 ของเงินฝากที่ฝากไว้กับ ECB เหตุการณ์ดังกล่าวเคยเกิดขึ้นเมื่อเดือนกรกฎาคม 2012 ซึ่งธนาคารกลางเดนมาร์กใช้มาตรการอัตราดอกเบี้ยเงินฝากติดลบสำหรับเงินฝากที่แบงก์พาณิชย์มาฝากกับธนาคารกลาง ดังรูปที่ 3
เมื่อเป็นเช่นนี้ แบงก์พาณิชย์ยุโรปก็จะแห่ไปซื้อพันธบัตรที่มีระยะยาวขึ้น บางส่วนก็ปล่อยกู้ให้กับสินเชื่อที่มีความเสี่ยงสูงขึ้นเพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่สูงขึ้น หรือ ไปซื้อสินทรัพย์อื่นที่มิได้ใช้เงินสกุลยุโรป ส่งผลให้เงินยูโรอ่อนตัวลง ซึ่งเมื่อกระบวนการดังกล่าวดำเนินไปจนครบถ้วน ธนาคารกลางยุโรปหวังจะเห็นการปล่อยกู้ของแบงก์พาณิชย์ที่มีมากขึ้น ราคาสินทรัพย์ที่สูงขึ้น ค่าเงินยูโรที่อ่อนค่าลง ส่งผลให้มีการใช้จ่ายของภาคครัวเรือนที่เพิ่มมากขึ้น จนกระทั่งอัตราเงินเฟ้อขยับขึ้นมาใกล้เคียงกับร้อยละ 2
อย่างไรก็ดี ผลข้างเคียงคือไปกระตุ้นให้เกิด Shadow Banking ที่จ่ายอัตราดอกเบี้ยสำหรับการลงทุนของเงินฝากจากประชาชนซึ่งไปถอนจากแบงก์ เนื่องจากแทบจะไม่ได้รับดอกเบี้ยจากเงินฝาก อันจะส่งผลเสียต่อระบบการเงินโดยรวมต่อไป
โดยสรุป ผมมองว่าการประชุม ECB ในครั้งนี้ ราวกับว่านายมาริโอ ดรากิ ประธาน ECB ออกมายอมรับว่าเขาใจเย็นเกินไปในการดำเนินการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยนโยบายการเงิน และมองแล้วโอกาสของ QE ที่จะทำมีอยู่เกินกว่าครึ่ง ทั้งนี้ หากไม่มีอะไรเหนือความคาดหมาย ยังมีมาตรการต่อจากนี้ชุดใหญ่อย่างน้อยอีกหนึ่งชุดครับ
หมายเหตุ : หนังสือด้านการลงทุนด้วยข้อมูลเชิงมหภาคเล่มล่าสุดของผู้เขียน “เล่นหุ้นต้องใช้ใจ... รวยได้ไม่รู้จบ” วางจำหน่ายทั่วประเทศแล้ว และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นประเด็นการลงทุน ได้ที่ www.facebook.com/MacroView และ LINE ID: MacroView ครับ








