วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ดุริยางค์มัธยมศึกษา

เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ผู้เขียนได้รับเกียรติอย่างสูงจาก ศ. มิ่งสรรพ์ ขาวสะอาด และแผนงานสร้างเสริมนโยบายสาธารณะที่ดี ให้เป็นหนึ่งในผู้ทรงคุณวุฒิ

ในการระดมสมองในประเด็น “ฉากทัศน์ชีวิตคนไทย พ.ศ. 2576” ซึ่งเป็นการวางภูมิลักษณ์ของเศรษฐกิจสังคมและการเมืองไทยอย่างรอบด้านในอีก 20 ปีข้างหน้า โดยมีร่างฉากทัศน์ฯ หนากว่าร้อยหน้าให้อ่านเล่นเป็นแบ็คกราวนด์

แม้ร่างดังกล่าวจะหนา แต่ก็อ่านสนุกเป็นอย่างยิ่ง เพราะผ่านการวิเคราะห์อย่างเป็นระบบจนนำมาสู่การคาดการณ์ภาพของเศรษฐกิจสังคมไทยอย่างรอบด้านและไม่หนักจนเกินไป จึงเหมาะสำหรับทั้งนักวิชาการ ผู้กำหนดนโยบาย รวมถึงบุคคลทั่วไปอย่างยิ่ง

แต่เนื่องจากเป็นเพียงร่าง ไม่สามารถอ้างอิงได้ ผู้เขียนจึงขออนุญาตเกริ่นอย่างย่อแต่เพียงว่า ฉากทัศน์ฉบับนี้ได้ มองภาพของไทยในอีก 20 ปีข้างหน้าเป็น 2 สถานการณ์ คือ “ซิมโฟนีปี่พาทย์” หรือ “แจ๊สหมอลำ” โดยในสถานการณ์แรก ประเทศไทยในอนาคตจะมีการวางแบบแผนอย่างชัดเจนจากส่วนกลางว่าจะขยายตัวไปในทิศทางใด เปรียบดังวงซิมโฟนีที่มีวาทยกรฝีมือเยี่ยมคอยดูแล โดยมีการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ที่จำเป็น เพื่อให้ไทยรอดพ้นจากการตกอยู่ในกับดักประเทศรายได้ระดับกลาง (Middle Income Trap) และส่งผลให้คุณภาพชีวิตของคนไทยโดยรวมดีขึ้น แต่ก็ทำให้ความเหลื่อมล้ำทางชนชั้นมากขึ้นด้วย

ในขณะที่ “แจ๊สหมอลำ” นั้น ประเทศไทยพัฒนาในรูปแบบ “ท้องถิ่นนิยม” โดยมีการกระจายอำนาจให้องค์การบริหารส่วนท้องถิ่น รวมถึงจังหวัดต่างๆ ได้มีอำนาจในการตัดสินใจชะตาชีวิตของตนเอง เช่น เลือกผู้ว่าราชการจังหวัดได้เอง เก็บภาษีเอง ตั้งงบประมาณเพื่อบริหารตนเอง รวมถึงให้มีการประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อดิจิทัลของตนเอง ทำให้เศรษฐกิจสังคมไทยมีความหลากหลายมากขึ้น ดั่งวงแจ๊สที่มักด้นสดแต่ก็ไพเราะเสมอ

สำหรับผู้เขียนนั้น แม้เห็นด้วยกับแนวทางวิเคราะห์ตามร่างฉากทัศน์ฯ แต่มองว่าภูมิลักษณ์เศรษฐกิจและสังคมไทยในอนาคต ไม่ได้จำกัดว่าจะเป็น 2 รูปแบบเช่นนี้เสมอไป เพราะเรายังเป็นดั่ง “วงดุริยางค์มัธยมศึกษา” ที่มีศักยภาพพร้อมจะชิงแชมป์ระดับโลก แต่ต้องผ่านการวางแผน และฝึกซ้อมอย่างดี มิฉะนั้นอาจไปไม่ถึงดวงดาวก็เป็นได้

ที่ผู้เขียนมองว่าเป็นเช่นนั้น เป็นเพราะในการจะวิเคราะห์อนาคตนั้น ผู้วิเคราะห์จะต้องลองรำลึกถึงอดีตเมื่อ 2 ทศวรรษก่อน ว่ามีปัจจัยใดที่เป็นดั่ง “มหากระแส” หรือ Megatrend ผลักดันให้เศรษฐกิจสังคมไทยเป็นเช่นในปัจจุบัน ซึ่งผู้เขียนวิเคราะห์ว่ามีเจ็ดปัจจัยดังนี้

หนึ่ง การเปลี่ยนนโยบายอัตราแลกเปลี่ยน จากตะกร้าเงินที่ผูกติดกับดอลลาร์สหรัฐมาเป็นการลอยตัว สอง นโยบายการเปลี่ยนอินโดจีนจากสนามรบให้เป็นสนามการค้า สาม เทคโนโลยีการติดต่อสื่อสารที่ทันสมัยขึ้น (เช่น แพคลิงค์และโทรศัพท์มือถือรุ่นกระติกน้ำ) สี่ ยุคที่สถาบันการเงินรูปแบบบริษัทเงินทุน (ไฟแนนซ์) เฟื่องฟู ห้า นโยบายที่เน้นผลิตสินค้าอุตสาหกรรมโดยเฉพาะรถยนต์ที่ไม่เน้นสร้างยี่ห้อของตนเอง (ดังเช่นที่มาเลเซียทำ) แต่เน้นผลิตชิ้นส่วนให้ยี่ห้อใหญ่ๆ หก นโยบายคุมกำเนิดประชากร (โดยเฉพาะของ ดร. มีชัย วีระไวทยะ) และเจ็ด ประชาธิปไตยครึ่งใบ

ทั้งเจ็ดปัจจัยดังกล่าว ทำให้เศรษฐกิจไทยในปัจจุบันมีลักษณะพิเศษดังนี้ คือ เน้นการผลิตอุตสาหกรรมเพื่อส่งออกเป็นหลัก หลังจากที่ได้ประโยชน์จากเงินบาทที่อ่อนค่าหลังวิกฤตต้มยำกุ้ง และละเลยการพัฒนาศักยภาพการผลิตด้านการเกษตร รวมถึงภาคบริการไป นอกจากนั้น ประชาธิปไตยครึ่งใบทำให้ประชาชนยุคนั้นต้องการผู้นำที่มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งนำไปสู่รูปแบบนโยบายแบบประชานิยมที่แม้จะทำให้ประชาชนส่วนใหญ่ได้ประโยชน์ แต่บางนโยบายก็ขาดการตรึกตรองถี่ถ้วนอันเป็นต้นกำเนิดของปัญหาการเมืองในปัจจุบัน

นอกจากนั้น การขาดการพัฒนาด้านสาธารณูปโภคและโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ทำให้ต้นทุนการขนส่งของไทยสูงลิ่วเมื่อเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาค แม้ว่าไทยจะมีข้อได้เปรียบเชิงภูมิศาสตร์จากการเป็นศูนย์กลางของประเทศอินโดจีนก็ตาม นอกจากนี้ นโยบายคุมกำเนิดที่มีประสิทธิภาพ รวมทั้งนโยบายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ก็ส่งผลให้คนไทยอายุยืนขึ้น อัตราการเกิดน้อยลง และเป็นสังคมสูงวัย รวดเร็วกว่าประเทศเพื่อนบ้าน

ภาพภูมิลักษณ์ของไทยในปัจจุบันที่ขัดแย้งกันนั้น ทำให้เศรษฐกิจ สังคมและการเมืองไทยอยู่บนทางแยกแห่งประวัติศาสตร์ ในทางหนึ่ง เศรษฐกิจไทยจะสามารถพุ่งทะยานไปสู่ดวงดาวได้ถ้ารู้จักวางแผนและบริหารอย่างถูกจุด แต่หากวางแผนและบริหารอย่างไม่เป็นระบบแล้ว ก็อาจจะจมอยู่ในกับดักแห่งความยากจนอยู่ตลอดไปได้เช่นกัน โดยผู้เขียนมองว่ามี 5 ปัจจัย ที่ผู้บริหารประเทศในปัจจุบันต้องตีโจทย์ให้แตก ดังนี้

หนึ่ง โครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เป็นสิ่งที่จำเป็นที่สุดของไทยในปัจจุบัน เพราะไม่ว่าจะมองจากมิติใด เช่น การใช้พลังงาน ต้นทุนการขนส่ง ปริมาณมลพิษทางอากาศ และระยะเวลาที่ต้องใช้บนท้องถนน ทุกสิ่งบ่งชี้ว่าประเทศไทยต้องการการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนานใหญ่ทั้งสิ้น

สอง การบริหารจัดการจุดแข็งด้านภูมิศาสตร์ของไทย โดยหากพิจารณาตามความเป็นจริงแล้ว จุดแข็งที่จะทำให้ไทยได้ประโยชน์สูงสุดจากการเปิดเสรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนคือทำเลที่ตั้งของเรา ที่จะทำให้เราได้ประโยชน์จากการค้าขายและขนส่งกับประเทศเพื่อนบ้าน ดังนั้น การจัดตั้งเขตเศรษฐกิจชายแดน การพัฒนาจุดผ่านแดนให้สินค้าและผู้คนสามารถเดินทางได้รวดเร็ว จำเป็นอย่างยิ่งยวดในระยะต่อไป

สาม การเร่งพัฒนาภาคเกษตรให้ประสิทธิภาพทัดเทียมกับภาคอุตสาหกรรม โดยอาจผลักดันรูปแบบ Contract Farming ที่รัฐเข้ามาดูแลผลประโยชน์ของเกษตรกรเข้ามาใช้ในการเกษตร รวมถึงลดนโยบายที่สิ้นเปลืองงบประมาณและบิดเบือนภาคเกษตรด้วย

สี่ การนำเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น เครื่องมือเครื่องจักร หุ่นยนต์ รวมถึงการรู้จักใช้ Social Network มาเป็นประโยชน์ด้านการผลิตและการทำงานต่าง ๆ เพื่อทดแทนกำลังแรงงานที่จะขาดแคลนในอนาคต อันจะทำให้การผลิตมีประสิทธิภาพขึ้น

และประเด็นสุดท้าย ได้แก่ด้านการเมือง ผู้นำควรมีนโยบายชัดเจนที่จะลดความเหลื่อมล้ำทางรายได้ เปิดโอกาสทางการศึกษา การเงินและการดูแลสุขภาพให้กับผู้ด้อยโอกาส ลดนโยบายประชานิยมแบบไร้วินัย ซึ่งอาจทำได้โดยการให้ข้าราชการมีอิสระทางความคิดมากขึ้น ขณะเดียวกันก็ต้องยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตย โดยวางกรอบการปกครองที่เคารพความเห็นของเสียงส่วนใหญ่แต่ก็ไม่ละเลยเสียงส่วนน้อยด้วย

อาจารย์ดุริยางค์ที่เคารพ อนาคตของนักเรียนวงโยธวาทิตประเทศไทยในอีกสองทศวรรษข้างหน้าอยู่ในมือท่านแล้ว ท่านอยากให้วงดนตรีที่เราทุกคนรักวงนี้ดำเนินไปในทิศทางใด การตัดสินใจของท่าน ณ ปัจจุบันเท่านั้น คือคำตอบ