การหาเงินมาจ่ายที่ติดค้างให้ชาวนาในโครงการรับจำนำข้าวเปลือกปี 2556/2557 จำนวน 8 แสนราย วงเงินกว่า 9 หมื่นล้านบาท
เรียบร้อยไปแล้ว หลังจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติหรือคสช.ภายใต้การนำของ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ.เข้ามาควบคุมการบริหารประเทศมาตั้งแต่วันที่ 22 พ.ค.ที่ผ่านมา ถือเป็นงานเร่งด่วนที่คสช.เร่งดำเนินการทันที จนได้รับเสียงตอบรับจากชาวนาทั่วประเทศ เพราะรอเงินดังกล่าวมานานกว่า 6 เดือนแล้ว
ภารกิจถัดมาของคสช.ที่ได้รับมอบหมายจากพลเอกประยุทธ์ คือการจัดระเบียบการบริหารจัดการสินค้าเกษตรให้เข้าที่แบบบูรณาการ โดยเฉพาะสินค้าข้าว ที่มีชาวนากว่า 3 ล้านคนได้รับความเดือดร้อนเพราะราคาข้าวตกต่ำมาต่อเนื่อง ล่าสุดก็มีการเปลี่ยนคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติหรือ กขช. มาเป็น คณะกรรมการนโยบายบริหารจัดการข้าวหรือ นบข. โดยพลเอกประยุทธ์นั่งหัวโต๊ะเป็นประธาน นบข. พร้อมตั้งคณะอนุกรรมการอีก 4 ชุดประกอบด้วย 1.คณะอนุกรรมการจัดทำบัญชีข้าวคงเหลือของรัฐ 2. คณะอนุกรรมการตรวจสอบปริมาณข้าวและคุณภาพข้าวคงเหลือ 3. คณะอนุกรรมการมาตรการด้านการผลิต/การตลาดสินค้าข้าว และ4. คณะอนุกรรมการพิจารณาระบายข้าว
นอกจากการบริหารจัดการข้าวโดยภาพรวมแล้ว คณะกรรมการ นบข. มีเป้าหมายสำคัญคือ การหาแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรหรือชาวนาอย่างยั่งยืน โดยมีธงตั้งไว้ว่า แนวทางหรือมาตรการช่วยเหลือจะต้องไม่ใช่โครงการรับจำนำ หรือประกันรายได้ เด็ดขาด ที่สำคัญไม่ว่าจะเป็นมาตรการหรือแนวทางใด
เพราะมีบทเรียนความเสียหายต่อฐานะการเงินการคลังของประเทศมาแล้ว จากโครงการรับจำนำตั้งแต่ปี 2554 เรียกได้ว่า คสช.คงไม่อยากจะเดินซ้ำรอยอดีตอีก และต้องการให้มีแนวทางช่วยเหลือแบบบูรณาการ ดังนั้นจึงสั่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตร ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เป็นต้นไปหาแผนการช่วยเหลือที่บูรณาการหรือเป็นแพคเก็จเสนอมาที่ นบข.ก่อนส่งให้คสช.พิจารณาอนุมัติวันพฤหัสที่ 12 มิ.ย.นี้
มาตรการช่วยเหลือชาวนารอบนี้คสช.มีนโยบายชัดเจนว่า ควรจะเป็นแนวทางที่ร่วมกันแบบบูรณาการไม่ใช่แต่ละหน่วยงานเสนอกันมาเป็นแท่งๆ ต่างคนต่างเสนอเหมือนไม่เคยคุยกันมาก่อน ขณะที่ชาวนาเองก็ต้องปรับตัวและมีพัฒนาการ เพราะปี 2558 ก็จะเปิดประชาคมอาเซียนแล้วถึงตอนนั้นข้าวไทยจะต้องแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านอีกหลายประเทศไม่ว่าจะเป็น ลาว เขมร พม่า และเวียดนาม ฉะนั้นชาวนาไทยก็ต้องมีพัฒนาการในการปลูกข้าวที่มีคุณภาพ โดยเฉพาะหากต้องการราคาข้าวสูง ก็ต้องพยายามลดต้นทุนการผลิต
ว่ากันว่าในที่ประชุมนบข.เมื่อวันก่อน ก็มีการพูดถึงต้นทุนการผลิตข้าวของชาวนา ที่พุ่งสูงกว่า 1 หมื่นบาทต่อไร่ ส่วนใหญ่มาจากค่าเช่าที่ดิน ที่สูงขึ้นแบบก้าวกระโดดมาตั้งแต่ปี 2554 หรือปีที่มีโครงการรับจำนำข้าว เพราะค่าเช่าที่ดินสูงกว่าเดิมถึง 2 เท่า ซึ่งก็รู้กันว่าชาวนาราว 60% ต้องเช่าที่ดินเพื่อปลูกข้าว เมื่อราคารับจำนำสูงถึง 1.5 หมื่นบาทต่อตัน ก็ทำให้เจ้าของที่ดินปรับค่าเช่าขึ้นตามทันที สุดท้ายกรรมมาตกอยู่ที่ชาวนายากจนต้องจำยอมเช่าที่ดินราคาแพง เพราะไม่มีทางเลือก
ดังนั้นการมีคณะกรรมการ นบข.รอบนี้น่าจะทำให้กระบวนการจัดการสินค้าข้าวมีหนทางที่พอจะสดใสขึ้นมาบ้าง ขณะที่แนวทางการช่วยเหลือชาวนาเอง ก็น่าจะเป็นการช่วยเหลือแบบบูรณาการมากขึ้น หรือเรียกว่า "หาเครื่องมือให้ชาวนาตกปลาเอง มากกว่าจะหาปลามาให้ชาวนากิน "









