ประเด็นที่ยังคงถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง ทั้งในโลกจริงและโลกไซเบอร์ คือ การยึดอำนาจหรือรัฐประหารเที่ยวล่าสุด
ในประเทศไทย เมื่อ 22 พ.ค.57 เป็นเรื่องดีหรือไม่ดีกับบ้านเรา
ฝ่ายที่กอดหลักการประชาธิปไตยออกอาการรับไม่ได้ และไม่สนใจคำอธิบายเรื่องความจำเป็นใดๆ ยืนยันต้องคืนอำนาจอธิปไตยให้กับประชาชนและจัดการเลือกตั้งโดยเร็วที่สุด
เสียงของฝ่ายนี้สอดคล้องเป็นคีย์เดียวกันกับเสียงของนานาประเทศ ที่อ้างตัวว่าเป็นผู้เจริญแล้วทั้งหลาย
ส่วนฝ่ายที่มองว่าประชาธิปไตยสามารถเว้นวรรคได้ และ (แอบ) สนับสนุนทหาร ดูจะมีอาการสะใจ อาจเป็นเพราะอิดหนาระอาใจกับการเมืองของนักการเมือง และการปลุกระดมมวลชน ด้วยการสร้างความเกลียดชังที่ดำเนินมาเนิ่นนาน
สองขั้วความคิดนี้ตัดสินใจยากว่าฝ่ายใดถูก ฝ่ายใดผิด แต่ในระยะยาว ฝ่ายแรกน่าจะเป็นฝ่ายถูก เพราะประชาธิปไตยกลายเป็นมาตรฐานโลกในมิติการเมืองไปแล้ว
แต่ถ้ามองระยะสั้น ฝ่ายหลังก็ไม่น่าเป็นฝ่ายผิด เพราะไม่อย่างนั้นคงมีม็อบขนาดใหญ่ออกมาขับไล่คณะรัฐประหารตั้งแต่วันแรกๆ ที่ยึดอำนาจ (แต่เรื่องนี้ต้องรอดูกันไปยาวๆ โดยเฉพาะเมื่อผ่านพ้นช่วงดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์ไปเรียบร้อย)
มีข้อคิดหนึ่งที่น่าสนใจ คือ อย่าเอาประชาธิปไตยหรือการเลือกตั้งไปปนกับทุกสิ่ง เหมือนอย่างที่ชาติตะวันตกพยายามครอบงำเรา เพราะบริบทของบ้านเรากับชาติตะวันตกค่อนข้างแตกต่างกัน
อีกทั้งถ้าเชื่ออย่างนั้นมากๆ ก็จะกลายเป็นว่ารัฐบาลจากการเลือกตั้งจะทำเลว ทำชั่วอะไรก็ได้ ฆ่าคนเป็นพันเพื่อสนองนโยบายบางอย่างก็ได้ หรือแอบขายทรัพยากรธรรมชาติที่ควรเป็นของคนทั้งชาติ เพื่อผลประโยชน์ของตนเองและพวกพ้องก็ทำได้ ไม่มีใครว่า ไม่มีตะวันตกชาติไหนประท้วง เพราะชนะเลือกตั้งมา...อย่างนั้นหรือ?
ตัวอย่างของการคิดเหมารวมแบบนี้ เห็นได้ชัดกรณีกฎหมายอาญามาตรา 112 ที่มีคนชูธงประท้วงว่าเป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ขัดหลักการพื้นฐานของประชาธิปไตย เมื่อมีผู้กระทำผิดถูกจับกุมในประเด็นนี้ ฝ่ายที่เรียกร้องให้เลิกมาตรา 112 ก็จะเป็นจะตาย บางคนไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคนที่ถูกจับนั้นด่าหรือโพสต์ข้อความอะไร ทั้งๆ ที่บางข้อความที่โพสต์นั้น อย่าว่าแต่กระทบพ่อหลวงเลย เอามาใช้ด่าพ่อผมก็ผิด หรือผมไปด่าพ่อคุณก็ผิด เพราะมันเข้าข่ายผิดหมิ่นประมาท ไม่มีหลักฐาน และไม่ได้เป็นประโยชน์สาธารณะ
การใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ไม่ใช่ใช้ได้อย่างไร้ขอบเขต แต่ต้องใช้สิทธิไม่ให้เกินส่วน คือใช้สิทธิโดยไม่ลืมว่าตัวเองก็มีหน้าที่ด้วย นั่นคือหน้าที่ของการเคารพสิทธิคนอื่น
ย้อนกลับไปเรื่องประชาธิปไตย ในทางรัฐศาสตร์ ประชาธิปไตยเป็นระบอบการปกครองหนึ่งที่เลวน้อยที่สุด แต่ไม่ได้แปลว่าดีที่สุด ซึ่งคนที่อธิบายทฤษฎีนี้น่าจะคิดเป็นค่าเฉลี่ย ฉะนั้นจึงอาจเป็นไปได้ว่าในบางช่วงเวลา บางกรณี บางสถานการณ์ ประชาธิปไตยอาจไม่ได้ดีที่สุด หรือเลวน้อยที่สุดก็เป็นได้
อย่างในอเมริกาที่มองกันว่าเป็นต้นแบบประชาธิปไตย ก็ใช่ว่าประชาธิปไตยของเขาจะดีไร้ที่ติ การเลือกตั้งผู้ว่าการรัฐหลายๆ รัฐก็ประสบกับความล้มเหลว หลายรัฐต้องล้มละลายจากผู้นำที่มาจากการเลือกตั้งและใช้นโยบายประชานิยมสะบั้นหั่นแหลก
อีกเรื่องที่ชอบอ้างกันก็คือ อเมริกา (หรือชาติตะวันตก) มีประชาธิปไตยที่เข้มแข็ง ซึ่งก็ถูก เพราะเป็นการปกครองที่มาจากฉันทามติของประชาชนของเขา ส่วนของเราคนจำนวนมากยังติดยึดกับระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ซึ่งเลิกไปยังไม่ถึง 100 ปี ผู้คนยังเชื่อในเรื่อง “อัศวินม้าขาว” หรือเห็นด้วยกับวลี “เชื่อผู้นำชาติพ้นภัย”
ฉะนั้นการจะพัฒนาจิตสำนึกประชาธิปไตย จึงเป็นอะไรที่ต้องใช้เวลา และต้องทำอย่างจริงจังด้วย ซึ่งไม่ใช่แค่ประชาชนเท่านั้น แต่คนที่เป็น “ผู้แทน” ที่ชนะการเลือกตั้ง ต้องมีความรับผิดชอบ มีความละอายชั่ว กลัวบาป ประชาชนเขาถึงจะศรัทธานักการเมือง ซึ่งก็จะนำไปสู่การศรัทธาในระบอบประชาธิปไตยด้วย
เพราะหากการเมืองแก้ได้ด้วยการเมือง และนักการเมืองยอมเสียสละผลประโยชน์ของตัวเองกับพวกพ้องเพื่อประโยชน์ของคนส่วนใหญ่แล้วล่ะก็ คงไม่มีใครอยากให้ทหารซึ่งมีหน้าที่ป้องกันประเทศ มานั่งเป็นประธานคุมทุกหน่วยงาน หรือเป็นประธานบอร์ดทุกบอร์ดหรอก
ฉะนั้นหากจะก่นด่าการยึดอำนาจ หรือการทำรัฐประหาร ก็ควรด่านักการเมืองเลวที่ทำให้การรัฐประหาร กลายเป็นดีในสายตาของประชาชนจำนวนไม่น้อยด้วย!






