กรณีคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือคสช. มีนโยบายดูแลราคาพลังงาน โดยคำนึงถึงความเดือดร้อนและค่าครองชีพของประชาชน
ซึ่งก็ถือว่าเป็นนโยบายที่ดีและน่าสนับสนุนอย่างยิ่ง แต่การตัดสินใจในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา และมีการประชุมกันหลายรอบเกี่ยวกับโครงสร้างราคาพลังงานทั้งราคาน้ำมันและก๊าซ ก็แสดงให้เห็นว่าการตัดสินใจนโยบายเรื่องพลังงานไปทางใดทางหนึ่งนั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะไม่ว่าจะใช้กลไกตลาดหรือรัฐบาลอุดหนุนราคาก็ส่งผลกระทบทั้งสิ้น
ในหลายสิบปีที่ผ่านมา ข้อถกเถียงเรื่องราคาพลังงานของประเทศ ยังหาข้อยุติไม่ได้ ระหว่างกลุ่มที่สนับสนุนให้ใช้กลไกตลาด กับกลุ่มที่ต้องการให้รัฐอุดหนุนเพื่อเป็นสวัสดิการทางสังคมของประชาชน โดยกลุ่มแรกก็เห็นว่ากลไกตลาดจะทำให้เกิดการใช้พลังงานที่มีประสิทธิภาพและตรงเป้าหมายของกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่สุด อีกทั้งยังเป็นการลดภาระภาครัฐบาลที่ต้องใช้เงินงบประมาณไปอุดหนุนจำนวนมหาศาลในแต่ละปี ทำให้เกิดการสูญเสียงบประมาณที่มีอยู่อย่างจำกัดในการพัฒนาประเทศ โดยไม่ตรงจุด
แนวคิดที่ 2 คือกลุ่มที่เห็นว่าเป็นเรื่องที่รัฐบาลจะต้องเข้ามาดูแลประชาชน โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อย ซึ่งถือเป็นนโยบายที่หลายประเทศมักจะมีออกมาใช้ และเห็นว่าเป็นนโยบายที่ถูกต้อง แต่กรณีของไทยนั้น นโยบายการดูแลประชาชนมักจะเกิดปัญหาในการปฏิบัติ ที่คนจนไม่อาจเข้าถึงทรัพยากรแหล่งพลังงานราคาถูกตามที่กำหนดไว้จริง เนื่องจากกลไกการกำกับดูแลของภาครัฐและข้อมูลที่ใช้ในการกำหนดนโยบายมีไม่ครบถ้าน ซึ่งก็มักจะมีปัญหาเมื่อนำนโยบายมาปฏิบัติจริง
ในกรณีของน้ำมันดีเซลเป็นตัวอย่างของนโยบายที่มีปัญหาในปัจจุบัน เพราะตามแนวคิดเดิมการตรึงราคาดีเซลจะช่วยไม่ให้ค่าขนส่งขยับ และทำให้ราคาสินค้าไม่ปรับตัวขึ้นจากค่าขนส่ง อันส่งผลทำให้ค่าครองชีพลดลง แต่ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมานโยบายนี้มีข้อสงสัยอย่างมากว่าจริงหรือไม่ที่น้ำมันดีเซลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน เพราะประการแรกมีการใช้ก๊าซแอลพีจีกันอย่างกว้างขวางในภาคขนส่ง ซึ่งก็ไม่เกี่ยวกับการตรึงราคาดีเซลเลย เนื่องจากรถที่ใช้ในการขนส่งต่างๆ ใช้ก๊าซแอลพีจีกันหมด ส่วนรถยนต์ส่วนตัวก็หันไปใช้เครื่องยนต์ดีเซลมากขึ้นและส่วนใหญ่ก็ไม่ใช่ผู้มีรายได้น้อยจริงๆ กรณีตัวอย่างของน้ำมันดีเซลแสดงให้เห็นว่าปัจจุบันภาครัฐไม่มีข้อมูลที่ละเอียดเพียงพอในการกำหนดนโยบายและเป็นแบบเหมารวม โดยมีสมมติฐานว่าน้ำมันดีเซลผูกติดกับค่าขนส่งทั้งระบบ และทุกครั้งที่มีการชี้แจงเรื่องการอุดหนุนดีเซล ก็จะเห็นแต่ภาพรวม ไม่มีรายละเอียดตัวเลขใดๆ
กรณีของดีเซลน่าจะเป็นตัวอย่างที่ภาครัฐควรจะพิจารณา ในการอุดหนุนราคาน้ำมันอย่างจริงจัง โดยการตัดสินทางนโยบายต้องมาจากข้อมูลจริง ไม่ใช่ข้อมูลทางการเมืองเพื่อหวังสร้างคะแนนนิยม และเป็นนโยบายเร่งด่วนที่ทุกรัฐบาลมักจะทำ โดยไม่คำนึงถึงประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจที่แท้จริง เราเห็นว่าพลังงานเป็นเรื่องใหญ่และเกี่ยวข้องกับคนทั้งประเทศ ดังนั้น หากคสช.จะเข้ามาดูแลอย่างจริงจัง ก็จะส่งผลดีอย่างมากต่อนโยบายพลังงานในอนาคต แต่ต้องตัดสินใจด้วยข้อมูลและเหตุผลที่แท้จริง






