ขณะนี้ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กำลังรีบเร่งแก้ปัญหาสำคัญๆ หลายเรื่อง ที่จัดว่าเป็นมาตรการเร่งด่วน คือ
การจ่ายเงินโครงการรับจำนำข้าว ที่รัฐบาลชุดก่อนค้างชำระชาวนากว่า 9 หมื่นล้านบาท ซึ่งคาดว่า ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จะรีบจ่ายเงินครบทุกรายอย่างช้าก็ภายในสัปดาห์หน้า และอีกหนึ่งเรื่องที่สำคัญ คือ การเร่งจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2558 ที่กระบวนการจัดทำล่าช้ามานานเกือบครึ่งปี โดยสองเรื่องเร่งด่วน คสช. สามารถสั่งให้เดินหน้าได้ในสัปดาห์เดียวหลังการยึดอำนาจ
หลังจากเรื่องเร่งด่วนข้างต้นเริ่มเดินหน้าตามกรอบเวลา คสช.ได้เรียกส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจ รับทราบนโยบายและเร่งงานที่คั่งค้างอยู่เป็นจำนวนมาก เพราะว่าในช่วงที่เกิดสุญญากาศทางการเมือง จากการชุมนุมประท้วงและการเลือกตั้งยืดเยื้อยาวนาน ยังไม่สามารถตั้งรัฐบาลได้ ปรากฏว่ามีงานที่ค้างตามหน่วยงานรัฐและรัฐวิสาหกิจเป็นจำนวนมาก ซึ่งการเร่งให้ภาครัฐเร่งดำเนินการก็เท่ากับสร้างความเชื่อมั่นให้กลับคืนมาได้ โดยเฉพาะการลงทุนและการเบิกจ่ายของภาครัฐ ตลอดจนการอนุมัติโครงการที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนของเอกชน
หากว่าติดตามการตรวจเยี่ยมหน่วยราชการ และรัฐวิสาหกิจในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่า คสช. ทำงานด้วยความรวดเร็วมากและดูเหมือนว่าทุกอย่างเร่งเดินหน้าเพื่อกระตุ้นให้การปฏิบัติงานของหน่วยงานรัฐกลับมาเป็นปกติ แม้ว่าขณะนี้ยังไม่แน่ชัดว่า คสช.จะเดินหน้าโครงการใหญ่ที่มีปัญหาในรัฐบาลชุดก่อนหรือไม่ เช่น โครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท และ การกู้เงินโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาท โดยอาจจะมีการดึงบางเรื่องมาทำต่อ แต่บางเรื่องให้ชะลอไปก่อน หรืออาจยกเลิกในที่สุดหากเห็นว่าไม่มีความจำเป็น
ประเด็นที่น่าเป็นห่วงในขณะนี้ คือ โครงการประชานิยมทั้งหลาย ที่รัฐบาลก่อนหน้านี้หลายรัฐบาลดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง และบางเรื่องมีมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งในแง่ของนโยบายและเม็ดเงิน อาทิ โครงการรับจำนำข้าว ยังเป็นประเด็นสำคัญ ที่ คสช.ยังไม่ตัดสินใจว่าจะดำเนินการต่ออย่างไร รวมทั้งการอุดหนุนราคาเชื้อเพลิง ทั้งการตรึงราคาดีเซลและแอลพีจี ในขณะที่แนวโน้มราคาพลังงานในตลาดโลกนั้น ไม่อาจจะปรับลดลงไปสู่ระดับเดิมได้ นั่นก็หมายความว่าหากอุดหนุนในสัดส่วนเดิม ภาครัฐก็จะรับภาระมากขึ้นไปด้วย
กรณีโครงการรับจำนำข้าวนั้นถือเป็นเรื่องใหญ่ในขณะนี้ เพราะหากว่าฟังสุ้มเสียงของบรรดาชาวนา ที่ออกมาให้ความเห็นต่อโครงการนี้ ทุกคนล้วนแต่ต้องการให้มีโครงการลักษณะเช่นนี้ต่อไป และต้องการให้มีการช่วยเหลือชาวนาเช่นเดิม บางคนเรียกร้องมากกว่าเดิมด้วยซ้ำไป แต่หากรัฐบาลใหม่เดินหน้าโครงการในลักษณะเดิม ก็เท่ากับว่าต้องรับภาระไม่ต่างไปจากเดิม นั่นหมายถึงต้องมีผลขาดทุนมหาศาลเช่นเดิม ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ที่รัฐบาลใหม่ หรือ คสช.ต้องเผชิญในระยะถัดไปในการบริหารประเทศ
เราเห็นว่า จากกรณีโครงการรับจำนำข้าว และการรีรอปรับขึ้นราคาก๊าซแอลพีจีของคสช.นั้น แม้จะอ้างเหตุผลว่าข้อมูลไม่ครบถ้วน แต่อีกด้านหนึ่งก็สะท้อนให้เห็นว่า คสช.กำลังเผชิญกับแรงกดดันจากโครงการประชานิยมเหล่านี้ และกำลังหาทางออกว่าจะแก้ปัญหาอย่างไร กล่าวคือ จะยกเลิกก็ทำไม่ได้ แต่จะทำแบบเดิมก็ทำไม่ได้เช่นกัน ดังนั้น ปัญหาโครงการประชานิยมสารพัดเรื่อง ที่นักการเมืองใส่เข้าไปให้กับประชาชนในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา จนประชาชนเคยชิน จึงเป็นเรื่องท้าทายสำหรับ คสช. ว่า จะบริหารจัดการอย่างไร






