กรณีพลตรีไชยพร รัตแพทย์ หัวหน้าศูนย์ปรองดองสมานฉันท์ เพื่อการปฏิรูป กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 2
กองทัพภาคที่ 2 ( ศปป.กอ.รมน.ภาค 2 ) รองแม่ทัพน้อยที่ 2 ได้เชิญแกนนำ คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทย ให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) กับแกนนำคนเสื้อแดงแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) 32 อำเภอ ในพื้นที่ จ.นครราชสีมา รวมทั้งอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(ส.ส.) เพื่อจัดงานสร้างความปรองดองสมานฉันท์
การเชิญตัวแทนของกลุ่มต่างๆ ในครั้งนี้ถือว่าเป็นไปตามนโยบาย ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ที่ต้องการสลายสีเสื้อ แม้ยังมีความเห็นต่างกันได้ โดยจะจัดตั้งศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปในกรอบที่อยากให้เกิดความเข้าใจกัน ซึ่งภาพที่ปรากฏให้เห็นก้อาจทำให้คนไทยจำนวนมากที่วิตกกังวลว่าจะเกิดความขัดแย้งรุนแรงตามมานั้น เริ่มคลายความวิตกกังวลในระดับหนึ่ง แม้จะยังสงสัยว่าความขัดแย้งที่รุนแรงและเป็นไปอย่างดุเดือดมานานเกือบ 10 นั้น ทำไมจึงสิ้นสุดลงได้รวดเร็วเช่นนี้
อย่างไรก็ตาม หากติดตามความคิดของแกนนำกลุ่มต่างๆที่มาร่วมงาน จะเห็นได้ว่าอาจมีความเป็นไปได้มากว่าความขัดแย้งจนถึงขั้นใช้ความรุนแรงนั้นอาจเบาบางลง หรือไม่เกิดขึ้นเลย อาทิ ความเห็นของนายจักริน เฉิดฉาย แกนนำกปปส. ที่ระบุว่า "ในเบื้องต้นทุกๆคนทุกๆกลุ่มก็ล้วนแต่คนโคราชด้วยกัน เพียงแต่มีความคิดเห็นบางอย่างที่แตกต่างกัน กองทัพออกมาเป็นตัวกลางทำให้เกิดความเข้าใจระหว่างประชาชนทุกฝ่ายที่ต่างความคิดเห็น ก็มีความยินดีจะให้ความร่วมมือ เพราะมุ่งหมายสุดท้ายคือความสุขของทุกคน"
เช่นเดียวกับ นายอนุวัฒน์ ทินราช แกนนำนปช. ที่ระบุว่าตั้งแต่รัฐประหารมาถือว่าสิ้นสุดในสิ่งที่ทุกคนได้คิด และอยากจะทำ มาวันนี้สภาพบ้านเมืองเป็นอย่างนี้ ไม่มีทางออกก็จำเป็นต้องมีกรรมการกลางมาดำเนินการ ทุกคนก็ยินดีที่จะให้ความร่วมมือและอยากจะเห็นประเทศในส่วนที่คสช.จะเห็นควร และหาวิธีการที่จะทำให้เกิดความเป็นธรรมในบ้านเมือง และเป็นการสลายความคิดที่แตกต่างกันให้เป็นการเอามาร่วมกันว่าจะอยู่ตรงไหน และให้ยอมรับกัน ถือว่าเป็นนปช.คนเสื้อแดงในอดีต วันนี้ถือว่าเป็นพี่น้องคนไทยด้วยกัน ร่วมสร้างสรรค์บ้านเมืองให้เดินหน้าต่อไปก็ยินดี"
จากท่าทีของทั้งสองฝ่ายที่เป็นแกนนำระดับพื้นที่ เราไม่ได้สงสัยว่าคนเหล่านี้พูดออกมานั้น เป็นเพียงแค่การเล่นละคร หรือ เป็นการยุติความขัดแย้งไว้ชั่วคราว แต่สิ่งที่พูดออกมานั้น เราเชื่อว่าเป็นสิ่งที่พูดออกมาและปฏิบัติเช่นนั้นจริง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะยุติความขัดแย้งระหว่างกันและทุกอย่างสมานฉันท์ราบรื่น เพียงแต่หวังว่าความขัดแย้งในแบบเดิมจะยุติลง และหากจะเกิดความขัดแย้งอันเนื่องมาจากงานทางการเมืองนั้น เราก็หวังว่าจะอยู่ในกรอบกติกาและใช้เหตุผลมากกว่าเพียงแค่เหตุผลทางการเมือง
เราเห็นว่าตัวอย่างของโคราชน่าจะเป็นแบบอย่างให้กับหลายจังหวัด เพื่อสร้างบรรยากาศที่ดีและไม่เกิดสิ่งที่กังวลว่าประเทศไทยจะขัดแย้งถึงขั้นแบ่งประเทศ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เราอยากเห็นมากยิ่งกว่าภาพการสร้างความปรองดอง คือ คนไทยต้องหันมาพิจารณาสิ่งที่เรียกว่าประชาธิปไตยอย่างจริงจัง และต้องมาทบทวนตัวเองว่าที่ผ่านมานั้นเรามีปัญหาอะไร เพราะตราบใดที่เรายังหาข้อตกลงในระดับสังคมไม่ได้ ความขัดแย้งแบบเดิมๆก็จะกลับมาอีกครั้งในอนาคต และการเมืองไทยก็จะเป็นวัฏจักรเช่นนี้ไม่มีสิ้นสุด









