วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ปฏิรูปพลังงาน : เผือกร้อนในมือคสช.

ควันของการยึดอำนาจโดยคสช.ยังไม่ทันจาง ก็มีข่าวลือส่งต่อกันในโลก Social Media ราวกับไฟลามทุ่งว่า คสช.จะทำการปฏิรูปพลังงานอย่างพลิกฟ้า

คว่ำแผ่นดิน บ้างก็อ้างว่าจะมีการยึดปตท.กลับคืนมาเป็นของรัฐ หรือไม่ก็จะมีการปลดบอร์ดยกชุด บ้างก็บอกว่าจะมีการลดราคาน้ำมันลง 20-30% อดีตส.ว.บางคนก็ออกมาเสนอแนะคสช.ให้ลดราคาก๊าซแอลพีจีภาคครัวเรือนที่มีการขึ้นราคาไปแล้วทุกเดือนๆ ละ 50 ส.ต./ก.ก. โดยให้ลดลงมาอยู่ที่ราคาเดิมก่อนปรับขึ้นไป คือที่ 18.13 บาท/ก.ก. บางคนไปไกลถึงขนาดทำรูปเผยแพร่ใน Social Media เลยว่า ในเมื่อรัฐธรรมนูญยังฉีกได้ ทำไมสัมปทานปิโตรเลียมจะฉีกไม่ได้ ถ้าจะทำให้ราคาน้ำมันถูกลง

ตกลงตอนนี้ทุกคนจึงมองคสช.เหมือนเป็นแก้วสารพัดนึกที่จะทำอะไรก็ได้อย่างที่ตัวเองต้องการ โดยไม่ต้องสนใจกฎระเบียบ เหตุผล และผลกระทบใดๆ ที่จะตามมาทั้งในระยะสั้นและระยะยาว เลยเป็นแรงกดดันไปที่คสช.ที่จะต้องตั้งรับกับปัญหาต่างๆ ที่ถาโถมเข้ามา โดยเฉพาะปัญหาด้านการปฏิรูปพลังงาน ซึ่งเป็นปัญหาที่ค่อนข้างซับซ้อนและท้าทาย เพราะด้านหนึ่งเป็นเรื่องของข้อมูล ความรู้ความเข้าใจ และความมั่นคง ความยั่งยืนด้านพลังงาน ซึ่งเป็นผลประโยชน์ของชาติในระยะยาว แต่อีกด้านหนึ่งก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับอารมณ์ความรู้สึก และความเป็นอยู่ของประชาชน ที่อยากจะได้ใช้พลังงานในราคาถูก

ดังนั้น ภายใต้สถานการณ์ที่ คสช.มีอำนาจเต็มในการบริหารและแก้ไขปัญหาบ้านเมือง ควรใช้โอกาสดีๆ อย่างนี้ดำเนินการอะไรตามลำดับก่อนหลังเพื่อแก้ไขปัญหาด้านพลังงานของประเทศ ผมจึงใคร่ขอเสนอคสช.ให้ดำเนินการในเรื่องเร่งด่วนดังต่อไปนี้ คือ

1. ในระยะสั้นนั้น คสช.จะต้องเร่งแก้ไขปัญหาการบิดเบือนโครงสร้างราคาพลังงานในปัจจุบัน ซึ่งมีความไม่เป็นธรรมในกลุ่มผู้ใช้พลังงานกลุ่มต่างๆ สูงมาก เช่น กลุ่มผู้ใช้น้ำมันเบนซินและแก๊สโซฮอล (ซึ่งมีกลุ่มผู้ใช้รถจักรยานยนต์ 17 ล้านคัน ซึ่งเป็นผู้มีรายได้น้อยใช้อยู่) ซึ่งต้องรับภาระภาษีสรรพสามิตและจ่ายเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯในอัตราสูง ส่วนผู้ใช้น้ำมันดีเซลและก๊าซแอลพีจีกลับได้ใช้ในราคาต่ำจนเกินไป เพราะได้รับการอุดหนุนโดยไม่ต้องจ่ายภาษีสรรพสามิต หรือนำเงินกองทุนน้ำมันฯที่เก็บมาจากผู้ใช้น้ำมันเบนซินและแก๊สโซฮอลมาอุดหนุน เป็นต้น

ดังนั้น การปรับโครงสร้างราคาทั้งระบบ (ทั้งภาษีสรรพสามิตและเงินเก็บเข้ากองทุนน้ำมันฯ) จึงเป็นงานที่ต้องทำอย่างรีบด่วนเพื่อสร้างความเป็นธรรมให้กับผู้ใช้พลังงานทุกกลุ่ม แก้ไขปัญหาประสิทธิภาพการใช้พลังงาน เพิ่มรายได้ให้รัฐ ไม่บิดเบือนกลไกตลาด และแก้ไขปัญหากองทุนน้ำมันที่กำลังติดลบอยู่ในปัจจุบันสูงถึง 7,335 ล้านบาท

2. ตัดสินใจเดินหน้าเปิดให้มีการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมรอบที่ 21 โดยเร็ว เพราะเราล่าช้ามาหลายปีแล้ว (ประเทศไทยไม่ได้มีการสำรวจแหล่งปิโตรเลียมใหม่มาเป็นเวลาเจ็ดปีแล้ว) เนื่องจากความขัดแย้งทางความคิดเกี่ยวกับการจัดการแบ่งปันผลประโยชน์ระหว่างรัฐกับผู้ประกอบการว่าจะใช้ระบบใด ระหว่างระบบแบ่งปันผลผลิต (PSC) กับระบบสัมปทานที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน

ดังนั้น คสช.จึงควรรีบพิจารณาความเหมาะสมของระบบบริหารจัดการทรัพยากรปิโตรเลียมที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน เพื่อให้ได้ข้อสรุปโดยเร็ว เนื่องจากประเทศไทยต้องเตรียมรับมือกับการผลิตปิโตรเลียมที่ลดลงและแหล่งผลิตก๊าซฯที่กำลังจะหมดลงไปในอนาคตอันใกล้นี้

ความจริงแล้วเรื่องดังกล่าวทางกระทรวงพลังงานและสถาบันปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยได้เคยทำการศึกษาเรื่องระบบสัมปทานของไทย และสรุปว่าการแบ่งปันผลประโยชน์แบบ Thailand 3 ที่ใช้กันอยู่ทุกวันนี้ เป็นการแบ่งปันผลประโยชน์ที่เหมาะสมกับสภาพของแหล่งทรัพยากรปิโตรเลียมของไทยที่มีแหล่งสำรองไม่ใหญ่มาก และรัฐบาลก็ได้ส่วนแบ่งกำไรสูงอยู่ในระดับถึงร้อยละ 70

แต่เพื่อความสบายใจของฝ่ายที่เห็นต่าง คสช.อาจสั่งกระทรวงพลังงานให้ตั้งคณะกรรมการหรือคณะทำงานขึ้นมาทบทวนผลการศึกษาอีกครั้งหนึ่งก็ได้ เพียงแต่ต้องเร่งรัดผลการทบทวนให้ออกมาโดยเร็ว เพราะเรื่องนี้ยังเกี่ยวโยงไปถึงข้อเสนอข้อที่สาม ซึ่งอาจเป็นเรื่องระยะยาว แต่ก็ต้องรีบดำเนินการเช่นเดียวกัน นั่นก็คือการบริหารจัดการกับแหล่งปิโตรเลียมในแปลงสัมปทานปัจจุบันที่กำลังจะหมดอายุลงในอีก 8 ปีข้างหน้า

3. การตัดสินใจว่าจะใช้ระบบใดในข้อสองจะนำไปสู่การเปิดประมูลการบริหารจัดการ แหล่งปิโตรเลียมที่อายุสัมปทานกำลังจะสิ้นสุดลงในอีก 8 ปีข้างหน้า และเหตุผลที่ต้องทำล่วงหน้าก่อนหมดอายุไม่น้อยกว่า 5 ปี ก็เพื่อรักษาแหล่งผลิตให้สามารถผลิตได้อย่างต่อเนื่อง และการลงทุนในการเจาะหลุมผลิตเพิ่มเติมเพื่อรักษาระดับการผลิตไม่ให้ลดลง

นอกเหนือจากทั้งสามเรื่องใหญ่ๆ นี้แล้ว ยังมีรายละเอียดอีกมากที่จะต้องนำมาศึกษาและพิจารณาแก้ปัญหาค้างคาใจของสังคมไปพร้อมๆ กัน เช่น การศึกษาต้นทุนที่แท้จริงของก๊าซแอลพีจีที่ออกมาจากโรงแยกก๊าซว่าเป็นเท่าไรกันแน่ และราคาขายที่เหมาะสมของก๊าซที่โรงแยกก๊าซขายเป็นวัตถุดิบให้กับภาคปิโตรเคมีนั้นควรจะเป็นอย่างไร เป็นต้น

ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องทำให้เกิดความโปร่งใสในข้อมูล และเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง จึงจะทำให้การปฏิรูปพลังงานเดินหน้าไปได้อย่างราบรื่นและด้วยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน

นี่คือข้อเสนอเร่งด่วนสามข้อที่ผมคิดว่า คสช.ควรรีบดำเนินการโดยเร็วที่สุดครับ !!!