วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ทำไมนายโมดีถึงชนะการเลือกตั้ง ?

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว (26 พ.ค. 2557) นายนเรนทร โมดี ได้สาบานตนเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 15 หลังจากอินเดียได้รับเอกราชจากอังกฤษไปแล้ว

ก็คงต้องรอดูว่าในช่วง 5 ปีข้างหน้า เขาจะสามารถนำพาอินเดียก้าวไปข้างหน้าสมกับความคาดหวังของประชาชนอินเดียส่วนใหญ่ที่เลือกเขาและพรรค BJP อย่างถล่มทลายมาเป็นรัฐบาลได้มากน้อยเพียงไร

ผมลองติดตามข่าวและกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่า ทำไมนายโมดีและพรรค BJP จึงชนะการเลือกตั้งครั้งนี้ และเห็นว่ามีประเด็นที่น่าสนใจ 4 ประการ จึงขอนำมาเล่าสู่กันฟัง

1. ภาพลักษณ์ของนักต่อสู้ชีวิต นายโมดีมีพื้นเพมาจากลูกเจ้าของร้านชำและขายน้ำชาในรัฐคุชราต ชีวิตต้องต่อสู้ช่วยพ่อแม่ตั้งแต่วัยเด็ก ไม่เหมือนกับนายราหุล คานธี ที่มาจากครอบครัวนักการเมืองชั้นนำ มีตาทวด ย่า และพ่อเคยดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมาแล้ว อีกทั้งโมดีอายุกว่า 63 ปี ในขณะที่ราหุล คานธีอายุ 44 ปี

ภาพลักษณ์ของโมดีที่สู้ชีวิตมาตลอด ไม่ว่าจะเป็นการแข่งขันภายในพรรคจนกระทั่งมาเป็นมุขมนตรีของรัฐคุชราตที่มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงเมื่อเทียบกับรัฐอื่น ทำให้ได้รับคะแนนเห็นใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพรรค BJP พยายามฉายภาพความแตกต่างเหล่านี้ให้ชัดเจนในหมู่ชนชั้นล่างของอินเดีย

ในช่วงการหาเสียงนายโมดีเดินทางไปปราศรัยในที่ต่างๆ กว่า 300,000 กม. ใน 25 รัฐ ร่วมงานหาเสียง 5,187 งาน และเข้าถึงประชาชนโดยตรงได้กว่า 234 ล้านคน (ร้อยละ 28.7 ของผู้มีสิทธิออกเสียง 814 ล้านคน) เมื่อเทียบกับนายราหุลที่หนุ่มกว่า แต่เดินทางหาเสียงเพียง 118,000 กม. และเข้าถึงประชาชนได้เพียง 13.3 ล้านคน

2. เป้าหมายที่ตอบสนองต่อคนรุ่นใหม่ แม้พรรคคองเกรสของนางโซเนีย คานธี จะอยู่ในอำนาจมากว่า 10 ปี แต่ก็มีนายมานโมหัน สิงห์ เป็นนายกฯ เพิ่งจะมีการเตรียมการให้นายราหุล บุตรชาย สืบทอดอำนาจกันเมื่อต้นปี 2556 เมื่อราหุลได้รับการแต่งตั้งเป็นรองประธานพรรค ทั้งนายราหุลและพรรคคองเกรสจึงยังไม่มีเป้าหมายทางการเมืองชัดเจน (หรือชัดเจนแต่ก็สายไปเสียแล้ว) แต่ขึ้นมาได้เพราะบารมีของแม่ แม้จะเป็น ส.ส. ในสมัยที่ผ่านมา แต่ก็เข้าร่วมประชุมสภาน้อยมาก (คิดเป็นเวลาเข้าร่วมประชุมเพียงร้อยละ 43) ไม่เคยตั้งกระทู้ถามในสภา และอภิปรายในสภาเพียง 2 ครั้ง ที่ผ่านมาจึงถูกปรามาสว่า จะสามารถทำงานการเมืองได้หรือ แม้กระทั่งสื่ออินเดียบางฉบับก็เห็นว่าความนิยมในตัวนายราหุลเองก็ยังน้อยกว่าน้องสาว (ปรียังกา คานธี) ซึ่งดูมีเสน่ห์และเข้ากับประชาชนได้ดีกว่า ตรงกันข้ามกับนายโมดี ที่เริ่มรณรงค์หาเสียงมาอย่างต่อเนื่องโดยอาศัยความสำเร็จของการบริหารรัฐคุชราต (Gujarat Model) มาชูเป็นประเด็นหาเสียง

นายโมดีเริ่มสร้างความนิยมภายในพรรค BJP ซึ่งต้องต่อสู้กับผู้นำรุ่นเก่าบางคนที่ยังคิดว่าตัวเองน่าจะเป็นผู้แทนของพรรคลงท้าชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แต่คนเหล่านี้ก็ต้องพ่ายแพ้ ยอมให้นายโมดีขึ้นมาเป็นผู้นำ แต่ขุนศึกโมดีเองก็ไม่ได้รีบกำจัดออกไปทันทีพยายามสร้างภาพของการประนีประนอมกับผู้นำเหล่านั้นเพื่อไม่ให้มีศัตรูเพิ่มในช่วงหาเสียง หลังจากนั้นก็ระดมสรรพกำลังของลูกน้องคนสนิทวางยุทธศาสตร์การหาเสียงในรัฐต่างๆ โดยเน้นว่า จะทำให้ความฝันของคนรุ่นใหม่เป็นจริง โดยหากได้รับเลือกตั้งจะเร่งสร้างงานให้มากขึ้น จะเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของอินเดีย เช่น ไฟฟ้า ถนน ให้เพียงพอ และสร้างธรรมาภิบาลของรัฐ

นายโมดีใช้สโลแกนหาเสียงว่า MG2 หรือ Minimum Government/ Maximum Governance เพื่อเอาใจคนอินเดียที่เห็นว่ารัฐบาลพรรคคองเกรสมีปัญหาคอร์รัปชันมาก ส่วนนายราหุลเองก็อาศัยการขายผลงานของพรรคคองเกรสที่ผ่านมา ซึ่งเป็นแนวสังคมนิยมแบบประชานิยม อ้างว่า หากได้เป็นรัฐบาล ก็จะเพิ่มสวัสดิการให้คนจน อุดหนุนราคาน้ำมันและอาหารต่อไป แต่ปรากฏว่าซื้อใจได้เฉพาะคนรุ่นเก่า ส่วนคนรุ่นใหม่อยากได้โอกาสการจ้างงานมากกว่าคิดที่จะพึ่งพิงสวัสดิการของรัฐอีกต่อไป

3. ระดมมดงานอาสาสมัครมาช่วย พรรค BJP ของนายโมดีมีองค์กรภาคประชาชนชาวฮินดูที่เรียกว่า Rashtriya Swayamsevak Sangh (RSS) ซึ่งแปลว่า National Volunteer Organization เป็นเสมือนรากหญ้าคอยให้การสนับสนุน องค์กรนี้ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1925 เพื่ออบรมบ่มเยาวชนให้เป็นชาวฮินดูที่ดี ในอดีตเคยถูกกล่าวหาจากรัฐบาลว่าเป็นกลุ่มฮินดูหัวรุนแรง หรือแม้แต่เคยถูกสั่งแบนเนื่องจากสงสัยว่ามีส่วนเกี่ยวพันกับการลอบสังหารมหาตมะ คานธี ตัวนายโมดีเองก็เคยเป็นสมาชิกของ RSS จึงสามารถซื้อใจและระดมอาสาสมัครเหล่านี้มาช่วยงานได้กว่า 10 ล้านคน ในขณะที่พรรคคองเกรสมีอาสาสมัครช่วยหาเสียงเพียง 353,000 คน

4. ใช้สื่อดิจิทัลเต็มที่ อินเดียมีประชากรที่เข้าถึงอินเทอร์เน็ต 205 ล้านคน มีคนใช้โทรศัพท์มือถือ 915.9 ล้านคน การเลือกตั้งครั้งนี้มีคนหนุ่มสาวที่เริ่มใช้สิทธิออกเสียงเลือกตั้งครั้งแรกกว่า 100 ล้านคน ดังนั้น ใครที่ใช้สื่อดิจิทัลได้ดีกว่าย่อมได้เปรียบ

นายโมดีเลือกใช้ทีมงานคนหนุ่มสาวที่มีหัวทางด้าน IT กว่า 1,000 คนมาช่วยวางแผนโฆษณาหาเสียงให้เข้าถึงคนรุ่นใหม่นี้ได้ดีมาก มีการทำ Ringtone เสียงนายโมดีให้คนโหลดเสียงไปใช้ในโทรศัพท์มือถือ (มีการโหลดกว่าหนึ่งแสนราย) มีการทำภาพสามมิติ (3D Hologram) เป็นรูปนายโมดีขึ้นไปยืนหาเสียงบนเวทีในที่ต่างๆ กว่า 1,350 ครั้งโดยมีคนมาฟังกว่า 14 ล้านคน (บางข่าวบอกว่า ชาวบ้านเชื่อว่านายโมดีเดินทางมาหาเสียงเองและอยากขึ้นไปจับมือด้วย) มีการส่งข้อความผ่านแอพพลิเคชั่นทางโทรศัพท์มือถือถึงคน 130 ล้านคน และหากหมุนเข้าโทรศัพท์เบอร์ 450-4501 ก็สามารถฟังการปราศรัยสดของนายโมดีได้ นายโมดีมีแฟนกดไลค์ให้ 13 ล้านคนในเฟซบุ๊ค และติดตามการหาเสียงผ่าน Twitter 3.9 ล้านคน ในขณะที่นายราหุลใช้สื่อดิจิทัลได้ไม่เต็มที่ มีแฟนกดไลค์ให้เพียง 3.2 ล้านคน และติดตามการหาเสียงผ่าน Twitter 175,000 คนเท่านั้น

ตามข่าวบอกว่าพรรคคองเกรสทุ่มงบโฆษณาหาเสียงกว่า 5 พันล้านรูปีผ่านบริษัทโฆษณาประชาสัมพันธ์อย่าง Dentsu ซึ่งมีสาขาในอินเดีย แต่ก็ยังพ่ายแพ้บริษัท Soho Square Group บริษัทในเครือของ Ogilvy & Mather ที่พรรค BJP จ่ายไปเพียง 4 พันล้านรูปี

ก็หวังว่าจะเป็นประโยชน์สำหรับนักการเมืองไทยที่จะเตรียมตัวลงสู่สนามเลือกตั้งครั้งหน้านะครับ